⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 10325/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10325/2556

ป.พ.พ. ม.193, 1336

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การจัดตั้งกองทุนเงินสะสมเป็นการก่อตั้งสิทธิและหน้าที่ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างตามระเบียบที่กำหนด สิทธิเรียกร้องเงินจากกองทุนเงินสะสมที่ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะให้มีกำหนดอายุความ 10 ปี

ย่อคำพิพากษา

ระเบียบการเบิกจ่ายเงินกองทุนเงินสะสมกำหนดว่า จำเลยผู้เป็นนายจ้างกับลูกจ้างนำเงินในส่วนของตนเข้าสมทบในกองทุนเงินสะสม ลูกจ้างจะได้รับเงินจากกองทุนเงินสะสมก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินกองทุนเงินสะสม การที่จำเลยจัดตั้งกองทุนสะสมจึงเป็นการก่อตั้งสิทธิและหน้าที่ระหว่างจำเลยกับลูกจ้าง โจทก์ฟ้องให้จำเลยจ่ายเงินสะสมโดยอาศัยสิทธิที่โจทก์เป็นสมาชิกกองทุนเงินสะสมไม่ใช่การใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ สิทธิเรียกร้องเงินกองทุนเงินสะสมจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.193 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.193 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินกองทุนเงินสะสมประเภท 1 และเงินกองทุนเงินสะสมประเภท 2 ให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 1,410,912.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 133,752 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อ พ.ศ.2518 จำเลยจัดตั้งกองทุนเงินสะสมและจัดทำระเบียบการเบิกจ่ายเงินกองทุนเงินสะสม โจทก์เป็นพนักงานจำเลยวันที่ 5 มกราคม 2525 ทำงานในตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าส่วนธุรการฝ่ายไร่ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 18,410 บาท และสมัครเป็นสมาชิกกองทุนเงินสะสม ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2537 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดและให้มีผลเลิกจ้างวันที่ 26 มิถุนายน 2537 จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย กับเงินช่วยเหลือให้แก่โจทก์โดยหักภาษี ณ ที่จ่าย รวมเป็นเงินจำนวน 196,585 บาท แล้ววินิจฉัยว่ากองทุนเงินสะสมกำหนดว่านายจ้างกับลูกจ้างแต่ละฝ่ายจะนำเงินในส่วนของตนเข้าสมทบในกองทุนเงินสะสม และลูกจ้างจะได้รับเงินจากกองทุนเงินสะสมก็ต้องปฏิบัติตามที่ระเบียบกองทุนเงินสะสมได้กำหนดไว้ การจัดตั้งกองทุนเงินสะสมของจำเลยจึงเป็นการก่อตั้งสิทธิและหน้าที่ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยให้จ่ายเงินสะสมให้แก่โจทก์ก็โดยอาศัยสิทธิที่โจทก์เป็นสมาชิกกองทุนเงินสะสม ซึ่งสิทธิในการเรียกร้องเงินกองทุนเงินสะสมไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไป 10 ปี มาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลเลิกจ้างวันที่ 26 มิถุนายน 2537 เป็นต้นไป สิทธิในการเรียกร้องเงินกองทุนเงินสะสมจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2537 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 29 พฤษภาคม 2549 เมื่อนับระยะเวลาตั้งแต่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเงินกองทุนเงินสะสมจนถึงวันฟ้องคดีนี้ โจทก์ฟ้องคดีเกิน 10 ปี แล้วคดีโจทก์จึงขาดอายุความ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนเงินสะสมเพื่อช่วยเหลือด้านสวัสดิการแก่พนักงาน เมื่อพนักงานพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยแล้ว เงินกองทุนเงินสะสมทั้งสองประเภทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของพนักงาน โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกเงินคืนได้โดยไม่มีอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 นั้น เห็นว่า ระเบียบการเบิกจ่ายเงินกองทุนเงินสะสมที่จำเลยจัดตั้งขึ้น กำหนดไว้ว่านายจ้างกับลูกจ้างแต่ละฝ่ายจะนำเงินในส่วนของตนเข้าสมทบในกองทุนเงินสะสม และลูกจ้างจะได้รับเงินจากกองทุนเงินสะสมก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินกองทุนเงินสะสม ดังนี้ การจัดตั้งกองทุนเงินสะสมของจำเลยจึงเป็นการก่อตั้งสิทธิและหน้าที่ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยให้จ่ายเงินสะสมให้แก่โจทก์โดยอาศัยสิทธิที่โจทก์เป็นสมาชิกกองทุนเงินสะสม กรณีมิใช่การใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ดังที่โจทก์อุทธรณ์ ซึ่งอายุความสำหรับสิทธิเรียกร้องเงินกองทุนเงินสะสมไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลเลิกจ้างวันที่ 26 มิถุนายน 2537 โจทก์จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องเงินกองทุนเงินสะสมจากจำเลยได้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2537 เป็นต้นไป แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2549 เกินกำหนด 10 ปี แล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10325/2556 นายพิภพ แสงจันทร์ โจทก์ บริษัทอาหารสยาม จำกัด (มหาชน) จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายพิภพ แสงจันทร์ · จำเลย - บริษัทอาหารสยาม จำกัด (มหาชน)
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ภาภูมิ สรอัฑฒ์ · ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ · นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานภาค 2 - นายพันธ์เทพ เปรมประเสริฐสุข
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำร.2198/2550

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 15036/2558ฎีกา 3314/2549ฎีกา 621/2519ฎีกา 4015/2528ฎีกา 7662/2546ฎีกา 5640/2540ฎีกา 8875/2542ฎีกา 8801/2550ฎีกา 1052/2509ฎีกา 917/2564ฎีกา 128/2536ฎีกา 14887/2551ฎีกา 967/2491ฎีกา 4258/2541ฎีกา 3537/2524ฎีกา 4725/2550ฎีกา 8364/2544ฎีกา 2207/2524ฎีกา 747/2484ฎีกา 4832/2536ฎีกา 4176/2530ฎีกา 6187/2564ฎีกา 7345/2560ฎีกา 3352/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา