⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 20005-20007/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20005-20007/2556

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรปลอมอันได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอม เป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่รับธนบัตรนั้นไว้เพื่อนำออกใช้โดยรู้ว่าเป็นของปลอม แม้จะนำออกใช้หลายคราวก็เป็นความผิดเพียงกรรมเดียว.

ย่อคำพิพากษา

องค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรของรัฐบาลต่างประเทศปลอมตาม ป.อ. มาตรา 244 ประกอบมาตรา 247 อันเป็นความผิดตามฟ้องคือ ผู้ซึ่งมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรของรัฐบาลต่างประเทศนั้นต้องได้ธนบัตรนั้นมาโดยรู้ว่าเป็นธนบัตรปลอม ซึ่งการรู้หรือไม่รู้ว่าเป็นธนบัตรปลอมดังกล่าวเป็นเรื่องของเจตนาซึ่งอยู่ภายใน การพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่จึงจำต้องอาศัยพฤติการณ์ของจำเลยและพฤติการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นเครื่องบ่งชี้ การที่จำเลยนำธนบัตรปลอมไปทยอยแลกหลายครั้ง ครั้งละไม่กี่ฉบับ และแลกกับธนาคารหลายแห่งซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน เป็นพฤติการณ์ที่ผิดปกติวิสัยไปจากที่สุจริตชนพึงกระทำ แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ประสงค์ให้การแลกธนบัตรของจำเลยเป็นที่สังเกตอันจะทำให้มีการตรวจสอบธนบัตรของกลางอย่างละเอียดว่าเป็นธนบัตรปลอมหรือไม่ บ่งชี้ว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าธนบัตรที่จำเลยนำไปแลกนั้นเป็นธนบัตรปลอม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรของรัฐบาลต่างประเทศอันตนได้มาโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นธนบัตรปลอมตาม ป.อ. มาตรา 244 ประกอบมาตรา 247 เป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่มีการรับธนบัตรนั้นไว้เพื่อนำออกใช้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นธนบัตรปลอม ไม่ใช่เมื่อมีการนำออกใช้ แม้จะนำออกใช้หลายคราวจำเลยก็มีความผิดเพียงกรรมเดียว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.244 ประมวลกฎหมายอาญา ม.247

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องจำเลยทั้งสามสำนวน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 240, 244, 247, 248 และริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ประกอบมาตรา 247, 83 จำคุก 3 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ริบของกลาง โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบธนบัตรปลอมของกลาง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายพนม นางสาวศิริพร นางสาวจินตนา นายเรวัต พนักงานของผู้เสียหายทั้งสามและนางสาวพจนา พนักงานของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเจริญนคร เป็นประจักษ์พยานเบิกความได้ความว่า จำเลยเป็นผู้นำธนบัตรของรัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกาปลอมมาแลกเป็นเงินไทยกับผู้เสียหายทั้งสามและธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) รวม 7 ครั้ง ส่วนจำเลยมีตัวจำเลย นางคำผัด มารดาจำเลย และนายฉัตรชัย น้องชายจำเลย มาเบิกความว่า ธนบัตรที่จำเลยนำมาแลกนั้นเป็นของนางสาวนฤมล เพื่อนบ้านของจำเลย ซึ่งนำธนบัตรของประเทศสหรัฐอเมริกาปึกหนึ่งมาให้นายฉัตรชัยดูแล้วแบ่งธนบัตรให้นายฉัตรชัยครึ่งหนึ่งประมาณ 20 ฉบับ โดยนางสาวนฤมล ไม่ยอมบอกว่าได้ธนบัตรดังกล่าวมาจากไหน ต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2548 เวลาประมาณ 4 นาฬิกา จำเลยกลับมาจากต่างจังหวัด นายฉัตรชัยให้ธนบัตรดังกล่าวแก่จำเลย 1 ฉบับ โดยบอกจำเลยว่าเป็นธนบัตรที่นางสาวนฤมลนำมาให้นายฉัตรชัย จำเลยนำไปแลกเป็นเงินไทยที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาเจริญนคร ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านจำเลยประมาณ 100 เมตร ในวันเดียวกันนั้นเวลาประมาณ 11 นาฬิกา ปรากฏว่าพนักงานธนาคารตรวจสอบธนบัตรแล้วให้แลกเป็นเงินไทยได้ จำเลยนำเงินไทยที่แลกได้มอบให้นายฉัตรชัยแล้ว ต่อมาในช่วงเที่ยงหรือบ่ายของวันนั้นเองนางสาวนฤมลมาสอบถามจำเลยว่าแลกเป็นเงินไทยได้หรือไม่ เมื่อทราบว่าแลกได้นางสาวนฤมล มอบธนบัตร ฉบับละ 100 ดอลลาร์ ให้จำเลยไปแลกอีก 4 ฉบับในวันนั้นเอง และหลังจากวันนั้นก็มอบธนบัตรให้จำเลยไปแลกอีกหลายครั้งจนกระทั่งครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2548 โดยนางสาวนฤมลแนะนำจำเลยว่าให้จำเลยไปแลกกับหลายธนาคารเนื่องจากเกรงว่าพนักงานของธนาคารจะเข้าใจว่าขโมยเงินของใครมา จำเลยนำธนบัตรไปแลกให้นางสาวนฤมลโดยไม่รู้ว่าเป็นธนบัตรปลอม จำเลยเพิ่งรู้เมื่อประมาณกลางเดือนธันวาคม 2548 เนื่องจากมีพนักงานของธนาคารมาแจ้งจำเลย จำเลยจึงพยายามติดต่อนางสาวนฤมล แต่ไม่สามารถติดต่อได้เพราะนางสาวนฤมลหลบหนีไปแล้ว เห็นว่า องค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรของรัฐบาลต่างประเทศปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ประกอบมาตรา 247 อันเป็นความผิดตามฟ้องคือ ผู้ซึ่งมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรของรัฐบาลต่างประเทศนั้นต้องได้ธนบัตรนั้นมาโดยรู้ว่าเป็นธนบัตรปลอม ซึ่งการรู้หรือไม่รู้ว่าเป็นธนบัตรปลอมดังกล่าวเป็นเรื่องของเจตนาซึ่งอยู่ภายใน ดังนั้น การพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่จึงจำต้องอาศัยพฤติการณ์ของจำเลยและพฤติการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นเครื่องบ่งชี้ สำหรับข้อเท็จจริงในคดีนี้โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นขณะจำเลยได้รับธนบัตรของกลางมา แต่โจทก์มีพยานหลักฐานซึ่งจำเลยไม่โต้แย้งเกี่ยวกับพฤติการณ์ของจำเลยในการแลกธนบัตรของกลางเป็นเงินไทยว่า จำเลยนำธนบัตรปลอมไปทยอยแลกหลายครั้ง ครั้งละไม่กี่ฉบับ และแลกกับธนาคารหลายแห่งซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน โดยในวันแรกจำเลยนำไปแลกรวม 6 ฉบับ ครั้งแรกแลกเพียง 1 ฉบับ เมื่อแลกได้แล้ว อีกประมาณ 10 นาที ก็นำอีก 5 ฉบับ ไปแลกกับธนาคารแห่งที่สอง ในวันรุ่งขึ้นก็นำไปแลกอีกกับธนาคาร 3 แห่ง เริ่มตั้งแต่เวลา 10.48 นาฬิกา แลก 4 ฉบับเวลา 11 นาฬิกา แลก 5 ฉบับ และเวลา 12.46 นาฬิกา แลก 5 ฉบับ และหลังจากนั้น 5 วัน ก็นำไปแลกอีก 2 ครั้ง กับธนาคารสองแห่ง โดยมีระยะเวลาในการแลกห่างกันประมาณ 20 นาที ที่จำเลยอ้างเหตุผลที่จำเลยทยอยแลกด้วยวิธีดังกล่าวว่า ธนบัตรของกลางเป็นของนางสาวนฤมล จำเลยไม่รู้ว่าเป็นธนบัตรปลอม นางสาวนฤมลขอให้จำเลยช่วยแลกเป็นเงินไทยให้โดยนางสาวนฤมลทยอยให้ธนบัตรของกลางแก่จำเลยนั้น จำเลยมีแต่เพียงตัวจำเลยมาเบิกความกล่าวอ้างลอยๆ โดยจำเลยมิได้นำสืบถึงเหตุผลที่นางสาวนฤมล ต้องให้จำเลยนำธนบัตรไปแลกแทน ทั้งๆ ที่นางสาวนฤมลก็สามารถนำธนบัตรไปแลกกับธนาคารด้วยตนเองได้ ทั้งเหตุผลของจำเลยก็ขัดกับข้อเท็จจริงซึ่งได้ความว่า ระยะเวลาในการแลกแต่ละครั้งห่างกันเพียงไม่กี่นาทีอันแสดงว่าขณะนั้นธนบัตรของกลางอยู่ที่จำเลยแล้วเพียงแต่จำเลยประสงค์จะนำไปแลกต่างธนาคารกันเท่านั้น และที่จำเลยอ้างว่านางสาวนฤมลแนะนำจำเลยว่าให้จำเลยไปแลกกับหลายธนาคารเนื่องจากเกรงว่าพนักงานของธนาคารจะเข้าใจว่าขโมยเงินของใครมาก็เป็นเรื่องไม่มีเหตุผลสนับสนุน และหากนางสาวนฤมลแนะนำเช่นนั้นจริง จำเลยก็ควรสงสัยในพฤติกรรมของนางสาวนฤมล และปฏิเสธไม่ยอมนำธนบัตรไปแลกให้ ข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น พฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยทยอยแลกธนบัตรครั้งละเล็กน้อยโดยแลกต่างธนาคารในเวลาใกล้เคียงกัน อันเป็นพฤติการณ์ที่ผิดปกติวิสัยไปจากที่สุจริตชนพึงกระทำ แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ประสงค์ให้การแลกธนบัตรของจำเลยเป็นที่สังเกตอันจะทำให้มีการตรวจสอบธนบัตรของกลางอย่างละเอียดว่าเป็นธนบัตรปลอมหรือไม่ บ่งชี้ว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าธนบัตรที่จำเลยนำไปแลกนั้นเป็นธนบัตรปลอมแต่จำเลยประสงค์จะนำออกใช้ จำเลยจึงต้องการทดสอบว่าพนักงานของธนาคารจะตรวจพบหรือไม่ โดยจำเลยเริ่มนำธนบัตรของกลางออกแลกครั้งแรกเพียง 1 ฉบับ ก่อน และแม้จะมีความเสี่ยงในการถูกติดตามตัวเนื่องจากธนาคารที่รับแลกธนบัตรจะต้องขอตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชนของผู้แลก แต่จำเลยอาจหาทางออกในเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้วก็เป็นได้ ดังจะเห็นได้จากข้อเท็จจริงได้ความจากนางสาวศิริพร ซึ่งเป็นพยานที่รับแลกธนบัตรกับจำเลยในครั้งแรกว่า ในวันนั้นจำเลยมอบบัตรประจำตัวประชาชนซึ่งพยานเห็นว่าชำรุดให้พยาน พยานจึงปฏิเสธการรับแลกไป แต่เพื่อนร่วมงานของพยานแจ้งว่าจำเลยเป็นพนักงานของบริษัทที่เป็นลูกค้าของธนาคาร พยานจึงให้จำเลยแลกเงินได้ และหลังจากสามารถแลกเงินได้ในครั้งแรกแล้ว จำเลยย่อมเกิดความมั่นใจว่าพนักงานของธนาคารไม่สามารถตรวจสอบพบว่าเป็นธนบัตรปลอม จำเลยจึงทยอยแลกเพิ่มเติมครั้งละ 4 ถึง 5 ฉบับ อีกถึง 6 ครั้ง พฤติการณ์ของจำเลยจากพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงและแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าจำเลยรู้ว่าธนบัตรของกลางที่จำเลยได้รับมานั้นเป็นธนบัตรปลอม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ทุกครั้งที่จำเลยนำธนบัตรปลอมออกใช้ย่อมแสดงว่าจำเลยมีธนบัตรปลอมไว้ในครอบครองเพื่อนำออกใช้ก่อน จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ทุกครั้งที่จำเลยนำธนบัตรของกลางไปแลก เป็นความผิด 5 กระทงต่างกัน เห็นว่า ความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรของรัฐบาลต่างประเทศอันตนได้มาโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นธนบัตรปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ประกอบมาตรา 247 เป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่มีการรับธนบัตรนั้นไว้เพื่อนำออกใช้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นธนบัตรปลอม ไม่ใช่มีการนำออกใช้ แม้จะนำออกใช้หลายคราวจำเลยก็มีความผิดเพียงกรรมเดียว เมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยรับธนบัตรของกลางมาคนละคราวกัน คงมีเพียงคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเอง ทั้งยังระบุรายละเอียดในเรื่องนี้ไม่ครบถ้วน จนไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงได้แน่ชัดว่าจำเลยได้รับธนบัตรของกลางมาคราวเดียวหรือหลายคราว จึงรับฟังเป็นคุณแก่จำเลยว่าจำเลยได้รับธนบัตรของกลางมาในคราวเดียว อันเป็นความผิดกรรมเดียว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำคุก 1 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 เดือน ริบของกลาง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20005 - 20007/2556 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายอาศิษฐ์ ศรีสุกใส จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นายอาศิษฐ์ ศรีสุกใส
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วรพจน์ วิไลชนม์ · วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์ · ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญาธนบุรี - นายสมชาย เงารุ่งเรือง · ศาลอุทธรณ์ - นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ7208-7209/2552

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7217/2544ฎีกา 1514/2532ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 5305/2539ฎีกา 2100/2540ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1774/2536ฎีกา 1715/2545ฎีกา 633/2540ฎีกา 1398/2506ฎีกา 3911/2568ฎีกา 1331/2523ฎีกา 5487/2548ฎีกา 7281/2537ฎีกา 1666/2521ฎีกา 7194/2539ฎีกา 3310/2541ฎีกา 34/2521ฎีกา 3159/2532ฎีกา 9083/2544ฎีกา 3107/2533ฎีกา 1386/2521ฎีกา 3789/2532ฎีกา 1020/2525
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา