⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 21196/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21196/2556

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยอาศัยสิทธิของผู้โอนกรรมสิทธิ์ ย่อมสิ้นสุดลงเมื่อผู้โอนกรรมสิทธิ์ไม่ประสงค์ให้ครอบครองต่อไป * การบอกกล่าวเป็นเงื่อนไขที่กฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องมีก่อนฟ้องคดีขับไล่

ย่อคำพิพากษา

คดีก่อนที่จำเลยทั้งสองฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินของเจ้ามรดก มีประเด็นว่าโจทก์มีสิทธิอยู่ในที่ดินของจำเลยทั้งสองหรือไม่ การที่โจทก์อยู่ในที่ดินโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจะซื้อขายที่ทำไว้กับเจ้ามรดกเป็นการอยู่โดยอาศัยสิทธิของเจ้ามรดก เมื่อจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทผู้รับโอนมรดกต่อมาไม่ประสงค์ให้โจทก์อยู่ต่อไป โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินอีก สัญญาจะซื้อขายที่ดินนั้นจึงไม่ใช่ข้อสำคัญอันจะมีผลให้แพ้ชนะในคดี การที่จำเลยที่ 2 ไม่เบิกความถึงสัญญาจะซื้อขายดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ ในคดีฟ้องขับไล่ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องบอกกล่าวก่อนฟ้อง การบอกกล่าวจึงไม่ใช่ข้อสำคัญในคดี การที่จำเลยที่ 2 เบิกความแตกต่างจากที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ จึงไม่เป็นความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.177 ประมวลกฎหมายอาญา ม.180

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 177, 180 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก, 180 วรรคแรก เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 177 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องคดีสำหรับจำเลยที่ 2 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นพี่สาวนางสาวมานิตย์ จำเลยที่ 2 เป็นหลานนางสาวมานิตย์ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2544 นางสาวมานิตย์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินแก่โจทก์ โดยโจทก์วางมัดจำไว้เป็นเงิน 40,000 บาท และนางสาวมานิตย์ยอมให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ ต่อมานางสาวมานิตย์ขอออกโฉนดที่ดินที่จะขายให้โจทก์เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 33741 และ 33742 ตำบลบ้านกร่าง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 78 ตารางวา และ 1 ไร่ ตามลำดับ นางสาวมานิตย์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2546 จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทได้รับโอนมรดกที่ดินของนางสาวมานิตย์ และวันที่ 26 ตุลาคม 2547 จำเลยทั้งสองฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 33741 และ 33742 ดังกล่าว ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1523/2547 ของศาลชั้นต้น โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 เบิกความในการพิจารณาคดีดังกล่าวว่า โจทก์เข้าไปปลูกสร้างบ้านและทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงโดยไม่ได้ทำสัญญาเช่า โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้เบิกความถึงสัญญาจะซื้อขายที่ดินที่นางสาวมานิตย์ทำกับโจทก์ และจำเลยที่ 2 ยังเบิกความต่อไปว่า จำเลยทั้งสองมอบหมายให้ทนายความทำหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ออกจากที่ดินและนำไปวางไว้ที่บ้านโจทก์ และแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งพนักงานสอบสวนบันทึกไว้เป็นหลักฐานว่า จำเลยที่ 2 ทำหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ออกจากที่ดินไปส่งให้โจทก์ โดยมีบุตรโจทก์เป็นผู้รับหนังสือดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินทั้งสองแปลง คดีถึงที่สุดแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 กระทำผิดฐานเบิกความเท็จและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีที่จำเลยทั้งสองฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 33741 และ 33742 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1523/2547 ของศาลชั้นต้น มีประเด็นว่าโจทก์มีสิทธิอยู่ในที่ดินของจำเลยทั้งสองหรือไม่ การที่โจทก์อยู่ในที่ดินโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจะซื้อขายที่ทำกับนางสาวมานิตย์เจ้ามรดก เป็นการอยู่โดยอาศัยสิทธิของเจ้ามรดก เมื่อจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทผู้รับโอนมรดกต่อมาไม่ประสงค์ให้โจทก์อยู่ต่อไป โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินอีก สัญญาจะซื้อขายที่ดินจึงไม่ใช่ข้อสำคัญอันจะมีผลให้แพ้ชนะในคดีดังกล่าว การที่จำเลยที่ 2 ไม่เบิกความถึงสัญญาจะซื้อขายดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ ส่วนความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยทั้งสองมอบหมายให้ทนายความทำหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ออกจากที่ดินและนำไปวางไว้ที่บ้านโจทก์ ขัดกับที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ เห็นว่า ในคดีฟ้องขับไล่ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องบอกกล่าวก่อนฟ้อง การบอกกล่าวจึงไม่ใช่ข้อสำคัญในคดี การที่จำเลยที่ 2 เบิกความแตกต่างจากที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ จึงไม่เป็นความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21196/2556 นางกรกนก โพทอง โจทก์ นางสาวเซ็งซิม แซ่เฮง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางกรกนก โพทอง · จำเลย - นางสาวเซ็งซิม แซ่เฮง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์ · ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร · จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นายวันดี ถิ่นวงษ์ม่อม · ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายวีระศักดิ์ นิศามณี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.2150/2554

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 173/2514ฎีกา 700/2506ฎีกา 725/2567ฎีกา 4784/2529ฎีกา 3014/2531ฎีกา 765/2532ฎีกา 730/2516ฎีกา 22/2466ฎีกา 5558/2534ฎีกา 3584/2524ฎีกา 18211/2555ฎีกา 374/2537ฎีกา 1998/2553ฎีกา 1778/2526ฎีกา 2751/2524ฎีกา 191/2520ฎีกา 2539/2519ฎีกา 1349/2533ฎีกา 558/2548ฎีกา 1193/2510ฎีกา 582-583/2503ฎีกา 904/2516ฎีกา 1566/2525ฎีกา 769-770/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา