⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6215/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6215/2556

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่ร่วมกันพาเด็กไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นที่ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ถือเป็นความผิดกรรมเดียวกับการสนับสนุนผู้อื่นในการกระทำอนาจารและกระทำชำเราเด็ก.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 บอกผู้เสียหายที่ 1 ว่าจะขับรถจักรยานยนต์พาไปส่ง แล้วกลับให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของ จ. พวกของจำเลยที่ 1 พาไปพักที่โรงแรม เมื่อผู้เสียหายที่ 1 เดินออกจากโรงแรม จำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายที่ 1 กลับเข้าไปในห้องพักภายในโรงแรมโดยมี จ. ซึ่งไปด้วยรออยู่แล้ว แสดงว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นเป็นใจกับพวกที่ไปด้วยกัน เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ถูกพวกของจำเลยที่ 1 ที่ไปด้วยกันกระทำชำเรา การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และสนับสนุนผู้อื่นในการกระทำความผิดฐานกระทำอนาจารและกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี แต่ความผิดฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารนั้น จำเลยที่ 1 กับพวกมีเจตนาเดียวคือพาผู้เสียหายที่ 1 ไปให้พวกของตนกระทำชำเรา จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานสนับสนุนผู้อื่นในการกระทำความผิดฐานกระทำอนาจารและกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี หาใช่ความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่โจทก์ฟ้องไม่ ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 283 ต้องเป็นกรณีที่เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น ถ้าเป็นกรณีที่กระทำไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำนั้นเอง หรือร่วมกันกระทำเพื่อผู้ใดในบรรดาผู้ร่วมกระทำด้วยกันแล้ว ก็หาเป็นความผิดตามมาตรานี้ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 และ จ. กับพวกร่วมกันพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อสนองความใคร่ของ จ. ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 283 แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2550 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 เดิม และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.86 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.277 ประมวลกฎหมายอาญา ม.279 ประมวลกฎหมายอาญา ม.283 ประมวลกฎหมายอาญา ม.317

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317, 283, 283 ทวิ, 279, 277, 86, 83 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 279 วรรคสอง ประกอบมาตรา 86 มาตรา 283 วรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นเป็นธุระจัดหาล่อไปหรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานเป็นธุระจัดหาล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจาร ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานสนับสนุนผู้อื่นให้กระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และฐานสนับสนุนผู้อื่นให้กระทำความผิดฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่ออนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 17 ปี 8 เดือน คำให้การและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี 15 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุ ส. ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 14 ปีเศษ เป็นบุตรของนางสุนีย์ ผู้เสียหายที่ 2 ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 2 นางราตรีหรือเขียว นายจิรศักดิ์หรือโจ๊คและนายวิสาหรือปาน ไปร่วมงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดของบุตรจำเลยที่ 1 ต่อมาผู้เสียหายที่ 1 จำเลยทั้งสอง นางเขียว นายโจ๊คและนายปานได้ไปเข้าพักนอนที่โรงแรมสายลม หมู่ที่ 1 ตำบลสิชล อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช แล้วผู้เสียหายที่ 1 ถูกกระทำชำเรา หลังจากนั้นนายโจ๊คจึงพาผู้เสียหายที่ 1 ไปส่งที่บ้าน คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 มาเบิกความว่า วันเกิดเหตุ นางเขียวไปหาผู้เสียหายที่ 1 ชวนให้ไปร่วมงานวันเกิดที่บ้านจำเลยที่ 1 โดยบอกว่าหากไม่ไปจะถูกตบ ผู้เสียหายจึงยอมไป ขณะที่อยู่ที่บ้านจำเลยที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 บอกนางเขียวให้ไปส่งที่บ้าน แต่จำเลยที่ 1 บอกว่าจะไปส่งเอง หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ให้ผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้ายและมีรถจักรยานยนต์อีกสองคันแล่นตามหลังคือรถของจำเลยที่ 2 และนางเขียว กับรถจักรยานยนต์คันที่นายปานขับมีนายโจ๊คนั่งซ้อนท้าย จำเลยที่ 1 ขับรถไปหยุดรถจักรยานยนต์อีกสองคันดังกล่าวที่สามแยกหน้าโรงพยาบาลสิชล เมื่อรถจักรยานยนต์อีกสองคันแล่นตามมาหยุดข้างรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่นายโจ๊คนั่งโดยบอกว่านายโจ๊คจะเป็นผู้ไปส่งผู้เสียหายที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 บอกนายโจ๊คให้รีบขับรถตามไป ระหว่างนั้นรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 กับรถจักรยานยนต์ของนางเขียวแล่นนำหน้า ส่วนรถของผู้เสียหายที่ 1 แล่นตามหลัง แต่จำเลยที่ 1 กับนางเขียวขับรถไปที่โรงแรมสายลมแล้วจำเลยที่ 1 กับนางเขียวไปเปิดห้องพักผู้เสียหายที่ 1 จึงเดินออกจากโรงแรม แต่จำเลยที่ 1 และนางเขียวได้จับมือผู้เสียหายที่ 1 พาเข้าไปในโรงแรมซึ่งเปิดห้องพักไว้ 2 ห้อง จำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปในห้อง ซึ่งมีนางเขียว จำเลยที่ 2 และนายโจ๊ครออยู่แล้วปิดประตู ส่วนจำเลยที่ 1 กับนายตาล (ที่ถูกนายปาน) พักอยู่อีกห้องหนึ่ง ขณะเข้าไปในห้อง จำเลยที่ 2 กับนางเขียวนอนอยู่บนเตียง เมื่อผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปในห้อง นายโจ๊คพาผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นนอนบนเตียงแล้วปิดไฟ หลังจากนั้นนายโจ๊คถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายที่ 1 แล้วข่มขืนกระทำชำเราเสร็จแล้วจึงพาผู้เสียหายที่ 1 ไปสวมเสื้อผ้าในห้องน้ำแล้วขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 ไปส่งที่บ้าน ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า วันเกิดเหตุ เวลา 1.30 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งไปทำงานที่ร้านคาราโอเกะเป็นคืนแรกยังไม่กลับบ้าน ผู้เสียหายที่ 2 ให้นายบุญธรรม ซึ่งเป็นสามีขับรถจักรยานยนต์พาไปที่ร้านคาราโอเกะ พบว่าร้านปิดแล้ว และตามไปที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นก็ไม่พบผู้เสียหายที่ 1 จึงกลับบ้าน แล้วผู้เสียหายที่ 2 กับนางราตรี พี่ของนางเขียวขับรถจักรยานยนต์ไปที่บ้านนางชม้ายมารดาของจำเลยที่ 1 นางชม้ายบอกว่าผู้เสียหายที่ 1 กลับไปแล้ว ผู้เสียหายที่ 2 ขับรถตามหาผู้เสียหายที่ 1 แต่ไม่พบจึงกลับบ้าน พบผู้เสียหายที่ 1 อยู่ที่บ้าน ผู้เสียหายที่ 2 สอบถามแต่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่บอก ต่อมาผู้เสียหายที่ 1 เล่าให้นางราตรีฟัง ผู้เสียหายที่ 2 จึงให้ผู้เสียหายที่ 1 เล่าความจริงทั้งหมด ผู้เสียหายที่ 1 จึงเล่าว่าเมื่อออกไปถึงสามแยกจำเลยที่ 1 บอกผู้เสียหายที่ 1 ให้ไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายโจ๊คเพื่อกลับบ้าน แต่นายโจ๊คไม่ได้พากลับบ้านและพาไปที่โรงแรมสายลม ที่โรงแรมจำเลยที่ 1 กับนางเขียวเปิดห้องพัก ผู้เสียหายที่ 1 เดินออกจากโรงแรม แต่จำเลยที่ 1 มาดึงมือไว้และพาเข้าไปในห้อง หลังจากนั้นนายโจ๊คจับมือไว้ไม่ให้ออกนอกห้องแล้วกระทำชำเรา ผู้เสียหายที่ 2 จึงพาผู้เสียหายที่ 1 ไปร้องทุกข์ เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งสองเบิกความสอดคล้องตรงกัน โดยเฉพาะผู้เสียหายที่ 1 เบิกความตรงกับที่เคยให้การในชั้นสอบสวน ซึ่งเป็นการให้การต่อพนักงานสอบสวนต่อหน้าพนักงานอัยการและนักสังคมสงเคราะห์ ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้เยาว์ ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าผู้เสียหายที่ 1 จะเบิกความใส่ร้ายปรักปรำจำเลยที่ 1 เชื่อว่าผู้เสียหายที่ 1 เบิกความไปตามความเป็นจริง คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 จึงน่าเชื่อถือ ที่จำเลยที่ 1 นำสืบโดยจำเลยที่ 1 เบิกความว่า นางราตรีหรือเขียวเป็นผู้บอกให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายโจ๊ค และนายปานบอกให้จำเลยที่ 1 ไปนั่งซ้อนท้ายรถของนายปาน และจำเลยที่ 1 ถูกนายปานลากมือพาเข้าไปในห้องแล้วข่มขืนกระทำชำเราด้วยนั้น ขัดแย้งกับที่จำเลยที่ 1 เคยให้การในชั้นสอบสวน ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การไว้ว่า วันเกิดเหตุหลังจากเลิกงานวันเกิดที่บ้านจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 กับนายปานไปเปิดห้องพักนอนด้วยกันที่โรงแรมสายลม ส่วนนางราตรีหรือเขียว นายโจ๊ค นายเล่ และผู้เสียหายที่ 1 ไปไหนกัน จำเลยที่ 1 ไม่ทราบ ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 จึงไม่น่าเชื่อถือไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ จำเลยที่ 1 ไม่เคยรู้จักกับผู้เสียหายที่ 1 มาก่อน วันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ไปร่วมงานที่บ้านจำเลยที่ 1 โดยไปกับนางราตรีหรือเขียว มิใช่จำเลยที่ 1 เชื้อเชิญให้ไป จึงไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 1 จะต้องไปส่งผู้เสียหายที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่าต้องไปส่งเพราะเป็นเจ้าภาพไม่มีเหตุผลให้รับฟัง การที่จำเลยที่ 1 บอกผู้เสียหายที่ 1 ว่าจะขับรถจักรยานยนต์พาไปส่ง แล้วกลับให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปนั่งซ้อนรถจักรยานยนต์ของนายโจ๊คพวกของจำเลยที่ 1 พาไปพักที่โรงแรมสายลม เมื่อผู้เสียหายที่ 1 เดินออกจากโรงแรม จำเลยที่ 1 พากลับเข้าไปในห้องภายในโรงแรมโดยมีนายโจ๊คซึ่งไปด้วยรออยู่แล้ว แสดงว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นเป็นใจกับพวกที่ไปด้วยกัน เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ถูกข่มขืนกระทำชำเราโดยพวกของจำเลยที่ 1 ที่ไปด้วยกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และสนับสนุนผู้อื่นในการกระทำความผิดฐานกระทำอนาจารและกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามที่โจทก์ฟ้อง แต่ความผิดฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารนั้น จำเลยที่ 1 กับพวกมีเจตนาเดียวคือพาผู้เสียหายที่ 1 ไปให้พวกของตนข่มขืนกระทำชำเรา จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานสนับสนุนผู้อื่นในการกระทำความผิดฐานกระทำอนาจารและกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่โจทก์ฟ้องไม่ ที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 นั้น เห็นว่า ความผิดตามมาตรา 283 ต้องเป็นกรณีที่เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น ถ้าเป็นกรณีที่กระทำไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำนั้นเอง หรือร่วมกันกระทำเพื่อผู้ใดในบรรดาผู้ร่วมกระทำด้วยกันแล้ว ก็หาเป็นความผิดตามมาตรานี้ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 และนายโจ๊คกับพวกร่วมกันพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อสนองความใคร่ของนายโจ๊คซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 283 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2550 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 เดิม และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม), 279 วรรคสอง ประกอบมาตรา 86, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานสนับสนุนผู้อื่นในการกระทำความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และฐานสนับสนุนผู้อื่นในการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสนับสนุนผู้อื่นในการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 7 ปี 8 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6215/2556 พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์ นางสุมาลีหรือสา ขุนทองแก้ว กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช · จำเลย - นางสุมาลีหรือสา ขุนทองแก้ว กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี · นิยุต สุภัทรพาหิรผล · สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นายสุริยา คชเวช · ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.7282/2553

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1837/2531ฎีกา 9026/2553ฎีกา 2581/2548ฎีกา 7570/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1270/2506ฎีกา 1875/2547ฎีกา 6355/2544ฎีกา 3578/2531ฎีกา 8297/2540ฎีกา 2766/2546ฎีกา 8833/2554ฎีกา 3864/2546ฎีกา 2936/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา