⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7269/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7269/2556

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลชั้นต้นไม่อาจทำคำพิพากษาใหม่ในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้เปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาเดิมได้ และการยกประเด็นข้อพิพาทที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ถือเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เว้นแต่จะเป็นข้อที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ย่อคำพิพากษา

คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2553 ในส่วนของจำเลยที่ 2 และให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับเดิม คือฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2551 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นไม่อาจทำคำพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 2 ใหม่ให้เปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาฉบับเดิมได้ ในชั้นอุทธรณ์จึงมีประเด็นว่า ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น ชอบหรือไม่ ไม่มีประเด็นว่าหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ได้ระงับไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่หรือไม่ การที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ว่าหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ได้ระงับสิ้นไปเพราะมีการแปลงหนี้ใหม่ ย่อมเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ทั้งมิใช่ข้อที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 599,279.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 433,103.44 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ และหากยังได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 599,279.69 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 433,103.84 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 ตุลาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดเครื่องกลึง YAM รุ่น Cl 56125 AG หมายเลขเครื่อง B 92568 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ และหากยังได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนของจำเลยที่ 3 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาพิพากษาคดีใหม่ตามรูปคดีสำหรับจำเลยที่ 3 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2 ค่าธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 599,279.69 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 433,103.84 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 ตุลาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดเครื่องกลึง YAM รุ่น Cl 56125 AG หมายเลขเครื่อง B 92568 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้และหากยังได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 4,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2553 ในส่วนของจำเลยที่ 2 และให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2551 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2553 ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงิน ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และขอให้บังคับจำนอง จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่าได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 กับโจทก์จริง แต่หนี้ดังกล่าวได้ระงับไปเพราะมีการแปลงหนี้ใหม่ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2551 โดยวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้กู้และจำนอง และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันที่ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม โดยฟังว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้มีการแปลงหนี้ใหม่ จำเลยที่ 2 ยังคงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วมด้วย จึงพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดต่อโจทก์และให้บังคับทรัพย์ที่จำนองรวมทั้งทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาฉบับลงวันที่ 16 ธันวาคม 2552 ว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เลื่อนคดีไปนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 2 ในวันที่ 10 มีนาคม 2551 เวลา 9 นาฬิกา โดยมิได้แจ้งนัดให้จำเลยที่ 3 ทราบ และเมื่อถึงวันนัด ศาลชั้นต้นก็ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานไปจนเสร็จสิ้นแล้วมีคำพิพากษาโดยจำเลยที่ 3 ไม่ได้มาศาลในวันดังกล่าวเนื่องจากไม่ทราบวันนัด ย่อมเป็นการมิชอบ มีเหตุสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนของจำเลยที่ 3 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาพิพากษาตามรูปคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2553 โดยพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์และให้บังคับทรัพย์ที่จำนอง หากยังมีหนี้เหลือให้บังคับทรัพย์อื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จนกว่าจะชำระหนี้ครบถ้วน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง เนื่องจากศาลชั้นต้นฟังว่ามีการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ โจทก์อุทธรณ์ว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนของจำเลยที่ 3 และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีสำหรับจำเลยที่ 3 แต่ศาลชั้นต้นกลับดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่ทั้งคดี โดยยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วยเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงมีคำพิพากษาฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2553 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาฉบับลงวันที่ 16 ธันวาคม 2552 ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนของจำเลยที่ 3 และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาพิพากษาคดีใหม่ตามรูปคดีสำหรับจำเลยที่ 3 เท่านั้น มิได้ให้พิพากษาใหม่ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย คำพิพากษาเดิมของศาลชั้นต้นในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงยังคงเป็นคำพิพากษาที่สมบูรณ์และมีผลบังคับอยู่ ศาลชั้นต้นไม่อาจทำคำพิพากษาใหม่ให้เปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาฉบับเดิมได้ ที่ศาลชั้นต้นทำคำพิพากษาใหม่และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นั้น เป็นการไม่ชอบ จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2553 ในส่วนของจำเลยที่ 2 และให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2551 จำเลยที่ 2 ยื่นฎีกาขอให้ยกฟ้อง โดยฎีกาแต่เพียงว่าหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันได้ระงับสิ้นไปโดยการแปลงหนี้ใหม่ โดยมิได้ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับเดิมนั้นไม่ถูกต้องอย่างไร ดังนี้ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2553 ในส่วนของจำเลยที่ 2 และให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับเดิมคือฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2551 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นไม่อาจทำคำพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 2 ใหม่ให้เปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาฉบับเดิมได้ ในชั้นอุทธรณ์จึงมีประเด็นว่าศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น ชอบหรือไม่ ไม่มีประเด็นว่าหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ได้ระงับไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่หรือไม่ การที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ได้ระงับสิ้นไปเพราะมีการแปลงหนี้ใหม่ ย่อมเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ทั้งมิใช่ข้อที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2 ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้ตกเป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7269/2556 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โจทก์ นายชรินทร์ จันทร์อินทร์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม · จำเลย - นายชรินทร์ จันทร์อินทร์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศรีอัมพร ศาลิคุปต์ · นพพร โพธิรังสิยากร · สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นางพนิดา อรรคเศรษฐัง · ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.2182/2554

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 6025/2538ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1030/2509ฎีกา 710/2542ฎีกา 8884/2543ฎีกา 194/2543ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 218/2481ฎีกา 8444/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1165/2537ฎีกา 100/2540ฎีกา 5806-5807/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา