⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8342/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8342/2556

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเรียกค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นฎีกาจากผู้เสียหายที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 253 วรรคหนึ่ง เว้นแต่ผู้เสียหายเรียกค่าสินไหมทดแทนสูงเกินสมควร หรือดำเนินคดีโดยไม่สุจริต

ย่อคำพิพากษา

ป.วิ.อ. มาตรา 253 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คำขอของผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมิให้เรียกค่าธรรมเนียม เว้นแต่ในกรณีที่ศาลเห็นว่าผู้เสียหายเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนสูงเกินสมควร หรือดำเนินคดีโดยไม่สุจริต ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้เสียหายชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมดหรือแต่เฉพาะบางส่วนภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้ ที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นฎีกาจากโจทก์ร่วมทั้งสอง ซึ่งยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.253

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 297 และริบของกลาง จำเลยให้การว่า ใช้อาวุธมีดของกลางฟันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองจริง แต่มิได้มีเจตนาฆ่า ระหว่างพิจารณา นายเมธี ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวกิติยา ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยเรียกว่าโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลที่ชำระไปและต่อไปในอนาคตจำนวน 500,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานได้ เป็นเงินจำนวน 39,000 บาท และค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันมิใช่ตัวเงินจำนวน 400,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 939,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลที่ชำระไปและต่อไปในอนาคตจำนวน 500,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานได้ เป็นเงินจำนวน 105,000 บาท และค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันมิใช่ตัวเงินจำนวน 500,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 1,105,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (4) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมสองกระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี เป็นจำคุก 6 ปี คำรับและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี และริบมีดของกลาง กับให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงินจำนวน 359,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงินจำนวน 329,376 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ดอกเบี้ยให้คิดนับแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเฉพาะคดีในส่วนแพ่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยได้นำเงินจำนวน 300,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 100,000 บาท ซึ่งโจทก์ร่วมทั้งสองได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้ว จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักออกจากจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองด้วย และตามคำร้องของโจทก์ร่วมทั้งสองที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคดีนี้ มีบทบัญญัติกฎหมายมิให้เรียกค่าธรรมเนียม เว้นแต่ในกรณีที่ศาลเห็นว่าผู้เสียหายเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนสูงเกินสมควรหรือดำเนินคดีโดยไม่สุจริต ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้เสียหายชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมดหรือแต่เฉพาะบางส่วนภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นฎีกาจากโจทก์ร่วมทั้งสอง จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 159,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 229,376 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ศาลชั้นต้นคืนค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นฎีกาให้โจทก์ร่วมทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8342/2556 พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น โจทก์ นายเมธี สาลี กับพวก โจทก์ร่วม นายกิตติศักดิ์ สีเล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น · โจทก์ร่วม - นายเมธี สาลี กับพวก · จำเลย - นายกิตติศักดิ์ สีเล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พศวัจณ์ กนกนาก · อภิรัตน์ ลัดพลี · ธงชัย เสนามนตรี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดขอนแก่น - นายณัฐปกรณ์ พิชญปัญญาธรรม · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายวสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.221/2556

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 3814/2549ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7201/2568ฎีกา 11/2539ฎีกา 6505/2555ฎีกา 635/2485ฎีกา 6344/2551ฎีกา 3310/2541ฎีกา 472/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา