⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8402/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8402/2556

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) จะมีคำสั่งได้เมื่อจำเลยได้กระทำการละเมิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเดือดร้อนแก่โจทก์ระหว่างการพิจารณา และการกระทำนั้นยังคงมีอยู่หรือกระทำต่อไป.

ย่อคำพิพากษา

การขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) ต้องเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลมีคำสั่งเนื่องจากจำเลยได้กระทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายและเดือดร้อนระหว่างการพิจารณาคดี คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำละเมิด อ้างว่าจำเลยทั้งสองใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เสียหายและเดือดร้อนเกินสมควร เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถใช้ที่สาธารณะเพื่อเป็นทางเชื่อมออกสู่ถนนสายอยุธยา-วังน้อยได้ตามที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1337 ดังนั้น ตราบใดที่ไม้เสาเข็มที่จำเลยทั้งสองนำมาปลูกเป็นเพิงพักบนที่ดินพิพาทยังคงมีอยู่ ย่อมถือได้ว่ายังมีการกระทำซ้ำ หรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิดตามที่จำเลยทั้งสองถูกฟ้อง จึงรับฟังได้ว่าคำฟ้องมีมูลและมีเหตุผลเพียงพอที่โจทก์ทั้งสองจะขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.254

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยทั้งสองละเมิดปลูกสิ่งปลูกสร้างปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากบริเวณหน้าที่ดินของโจทก์ทั้งสองทางด้านทิศเหนือ โฉนดเลขที่ 11840 ตำบลคานหาม อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นที่สาธารณะคลองชลประทาน และติดถนนสายอยุธยา-วังน้อย พร้อมให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยขอให้คุ้มครองชั่วคราวโดยให้จำเลยทั้งสองและบริวารเปิดทางเข้าออก และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างให้พ้นแนวเขตที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ตรงจุดพิพาทมีความกว้าง 6 เมตร ไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด โดยให้โจทก์ทั้งสองวางเงินประกันค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างให้อยู่ในสภาพเดิมหากจำเลยทั้งสองชนะคดีในชั้นที่สุด เป็นจำนวนเงินและภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาว่ามีเหตุตามกฎหมายที่จะสั่งใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้โดยโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11840 ตำบลคานหาม อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 13789 ตำบลคานหาม อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนรั้วและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากบริเวณที่ดินซึ่งอยู่ระหว่างที่ดินของโจทก์ทั้งสองทางทิศเหนือกับทางสาธารณะ คลองชลประทาน และถนนสายอยุธยา - วังน้อย ที่จำเลยทั้งสองได้สร้างสิ่งปลูกสร้างปิดทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ทั้งสองดังกล่าว เห็นว่า ตามคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองและบริวารเปิดทางเข้าออกและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากแนวเขตที่ดินพิพาทเป็นการขอคุ้มครองชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) ที่บัญญัติว่า "ในคดีอื่นๆ นอกจากคดีมโนสาเร่ โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมกับคำฟ้อง หรือในเวลาใดๆ ก่อนพิพากษา ซึ่งคำขอฝ่ายเดียว... เพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองใดๆ ดังต่อไปนี้...(2) ให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ซึ่งการละเมิดหรือการผิดสัญญาหรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง หรือมีคำสั่งอื่นใดในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อน เสียหายที่โจทก์อาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลย...หรือมีคำสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่าหรือการบุบสลายซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว ทั้งนี้ จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น" เห็นได้ว่า การขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษาตามมาตรา 254 (2) ต้องเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองโจทก์ทั้งสอง เนื่องจากจำเลยทั้งสองได้กระทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายและเดือดร้อนระหว่างการพิจารณาคดี คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสองกล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทำละเมิด โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยทั้งสองใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เสียหายและเดือดร้อนเกินสมควร เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถใช้ที่สาธารณะนั้นเพื่อเป็นทางเชื่อมออกสู่ถนนสายอยุธยา - วังน้อย ได้ตามที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตแล้ว ทั้งนี้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 ดังนั้น ตราบใดที่ไม้เสาเข็มที่จำเลยทั้งสองนำมาปลูกเป็นเพิงพักบนที่ดินพิพาทยังคงมีอยู่ย่อมถือได้ว่ายังมีการกระทำซ้ำ หรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิดตามที่จำเลยทั้งสองถูกฟ้องร้องนั้น จึงรับฟังว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองมีมูลและมีเหตุผลเพียงพอที่โจทก์ทั้งสองจะร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8402/2556 นายฐานิต สมาธิ กับพวก โจทก์ นางประไพ สมพงษ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายฐานิต สมาธิ กับพวก · จำเลย - นางประไพ สมพงษ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชัยยุทธ ศรีจำนงค์ · ศรีอัมพร ศาลิคุปต์ · สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายภิทเวทย์ ดลอารมย์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายรังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.2674/2553

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1145/2494ฎีกา 9028/2542ฎีกา 2387/2525ฎีกา 3801/2536ฎีกา 6027/2534ฎีกา 952/2539ฎีกา 920/2524ฎีกา 1109/2510ฎีกา 2381/2530ฎีกา 483/2519ฎีกา 1068/2522ฎีกา 2177/2543ฎีกา 8200/2567ฎีกา 247/2525ฎีกา 1343/2538ฎีกา 2929/2517ฎีกา 2724/2541ฎีกา 1634/2526ฎีกา 6619/2545ฎีกา 558/2528ฎีกา 3883-3884/2559ฎีกา 176/2494ฎีกา 1001/2529ฎีกา 1868/2548
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา