⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 11666/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11666/2557

ป.อาญา ม.60, 80, 83 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันนั้น ต้องพิจารณาเจตนาของจำเลยเป็นสำคัญ หากเจตนาที่เกิดขึ้นภายหลังการกระทำผิดครั้งแรก เป็นเจตนาที่แยกต่างหากจากเจตนาเดิม ก็ให้ถือเป็นความผิดคนละกรรมกัน

ย่อคำพิพากษา

จำเลยกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านพักอาศัยของผู้เสียหายที่ 1 แล้วชกต่อยผู้เสียหายที่ 2 แสดงว่าจำเลยกับพวกมีเจตนาแต่แรกเพียงที่จะทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 เท่านั้น แต่ภายหลังจำเลยชกต่อยกับผู้เสียหายที่ 2 แล้ว จำเลยเรียก ว. เข้ามายิงผู้เสียหายที่ 2 ในขณะผู้เสียหายที่ 2 ล้มนอนบนพื้น การที่ ว. ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 2 จึงเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นภายหลัง การกระทำของจำเลยกับพวกในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นและร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาด กับความผิดฐานร่วมกันบุกรุก จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.60 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288 ประมวลกฎหมายอาญา ม.364 ประมวลกฎหมายอาญา ม.365

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.60 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 364, 365 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้าย ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 364, 365 (1) (2) (3), 371 ประกอบมาตรา 60, 80, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธ จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาด เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 15 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธ คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น คงจำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 11 ปี 12 เดือน ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 295 ประกอบมาตรา 60, 83, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 362, 83 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานนี้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว เป็นจำคุก 1 ปี 8 เดือน ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 19 นาฬิกา จำเลยกับพวกรวม 4 ถึง 5 คน ขับรถจักรยานยนต์มาหน้าบ้านผู้เสียหายที่ 1 แล้วเกิดเรื่องไม่พอใจกับผู้เสียหายที่ 2 กับพวก แต่ไม่ได้ทำร้ายกัน หลังจากนั้นเวลาประมาณ 22 ถึง 23 นาฬิกา จำเลยพานายวีรพงศ์หรือบอย มาที่บ้านเกิดเหตุอีก จำเลยเรียกผู้เสียหายที่ 2 ให้ออกมาจากบ้าน แต่ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยอมออกมา จำเลยจึงเข้าไปในบ้านลากตัวผู้เสียหายที่ 2 แต่ผู้เสียหายที่ 2 ขัดขืน จึงเกิดการชกต่อยกัน จำเลยตะโกนเรียกนายวีรพงศ์ให้เข้ามาช่วย นายวีรพงศ์ถืออาวุธปืนลูกซองสั้นเข้ามายิง 1 นัด กระสุนปืนถูกพื้น กับเศษกระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 2 ที่ขาขวาและกระสุนปืนพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 3 ที่แขนซ้าย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ได้รับอันตรายแก่กาย แล้วจำเลยกับนายวีรพงศ์เข้าไปเตะผู้เสียหายที่ 2 ก่อนที่จะหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุไปโดยจำเลยเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิด สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธ ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยกับพวกในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นและร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาดกับความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยกับพวกมีเจตนาแต่แรกที่จะบุกรุกเข้าไปทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 แต่เมื่อเกิดการชกต่อยกันแล้วจำเลยถูกผู้เสียหายที่ 2 ชกโต้ตอบจึงเกิดความโกรธแค้นและมีเจตนาฆ่าในภายหลัง จำเลยกับพวกมีเจตนาบุกรุกและเจตนาฆ่าแยกต่างหากจากกัน จึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน นั้น เห็นว่า การที่จำเลยกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านพักอาศัยของผู้เสียหายที่ 1 แล้วชกต่อยผู้เสียหายที่ 2 แสดงว่าจำเลยกับพวกจะมีเจตนาแต่แรกเพียงที่จะทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 เท่านั้น แต่ภายหลังจำเลยชกต่อยกับผู้เสียหายที่ 2 แล้ว จำเลยเรียกนายวีรพงศ์เข้ามายิงผู้เสียหายที่ 2 ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 ล้มนอนบนพื้น การที่นายวีระพงศ์ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 2 จึงเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นในภายหลัง การกระทำของจำเลยกับพวกในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นและร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาดกับความผิดฐานร่วมกันบุกรุกจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นเช่นกัน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 และมาตรา 288, 80 ประกอบมาตรา 60, 83 อีกกระทงหนึ่งซึ่งเป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดฐานร่วมกันบุกรุกในเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธปืน ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาดเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันบุกรุกในเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธปืน จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 6 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันบุกรุกในเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว เป็นจำคุก 7 ปี 20 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11666/2557 พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฏร์ธานี โจทก์ นายสมประสงค์ คลี่บำรุงหรือนายสุริยา สอนสิงห์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฏร์ธานี · จำเลย - นายสมประสงค์ คลี่บำรุงหรือนายสุริยา สอนสิงห์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปกรณ์ มหรรณพ · วิวรรต นิ่มละมัย · นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี - นายสันติ เจียรละมุน · ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นางวิไล นภานุเคราะห์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.2438/2557

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5840/2544ฎีกา 959/2531ฎีกา 1837/2531ฎีกา 9026/2553ฎีกา 122/2481ฎีกา 2581/2548ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 4180/2548ฎีกา 861/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 226/2529ฎีกา 1715/2545ฎีกา 6355/2544ฎีกา 582/2468ฎีกา 647/2563ฎีกา 551/2514ฎีกา 8297/2540ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2766/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา