⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 12613/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12613/2557

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การร่วมกันกระทำความผิดโดยมีเจตนาทำร้ายผู้อื่น ถือเป็นตัวการ แม้จะไม่ได้ลงมือทำร้ายโดยตรง ก็ต้องรับผิดในผลของการกระทำนั้นด้วย. เมื่อโจทก์ร่วมมิได้ฎีกาในคดีส่วนแพ่ง คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในส่วนแพ่งจึงเป็นอันยุติ และศาลฎีกาไม่อาจพิพากษาเปลี่ยนแปลงได้.

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวก แอบดักซุ่มทำร้ายผู้ตายกับพวก หลังจากมีเหตุวิวาทชกต่อยกันแล้ว โดยได้ความจากคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กับพวกบางคนมีมีดเป็นอาวุธ ส่วนคนร้ายที่ไม่มีมีด ก็ตัดต้นไม้ยูคาลิปตัสข้างทางเป็นท่อน ๆ ใช้เป็นอาวุธ เมื่อผู้ตายกับพวกขับรถจักรยานยนต์ผ่านมา จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกก็วิ่งกรูกันออกมาทำร้าย โดยมิได้เลือกว่าจะทำร้ายบุคคลใดเป็นเฉพาะเจาะจง ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกคิดใคร่ครวญวางแผนตกลงที่จะทำร้ายผู้ตายกับพวก โดยประสงค์ถือเอาการกระทำของแต่ละคนเป็นการกระทำของตน ถือได้ว่าเป็นการร่วมกระทำความผิดด้วยกันนับเป็นตัวการ ดังนี้ แม้ไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้ฟันทำร้ายผู้ตาย แต่เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นตัวการแล้ว นอกจากจำเลยที่ 1 และที่ 3 จะมีความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และมีความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยังมีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่ความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรกับความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเกี่ยวเนื่องกัน เพราะที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรเพื่อที่จะไปทำร้ายผู้ตายกับพวก จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกคำขอส่วนแพ่งที่ขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม แม้โจทก์จะฎีกาในคดีส่วนอาญา แต่โจทก์ร่วมมิได้ฎีกาในคดีส่วนแพ่ง เท่ากับโจทก์ร่วมพอใจในคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมจึงเป็นอันยุติไป ศาลฎีกาไม่อาจพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายอาญา ม.210 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288 ประมวลกฎหมายอาญา ม.289 ประมวลกฎหมายอาญา ม.371

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้ง 13 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 210, 288, 289 (4), 371 ริบของกลาง จำเลยทั้งสิบสามให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางอาน่อง ภริยานายใสย ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก เฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น) และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 400,680 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันยื่นคำร้องขอเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 8 ถึงที่ 12 ไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 7 และที่ 13 ให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 288, 289 (4), 210 วรรคสอง, 371 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนลงโทษประหารชีวิต ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีอายุกว่า 17 ปี แต่ยังไม่เกิน 20 ปี ลดโทษ (ที่ถูก ลดมาตราส่วนโทษ) ให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 และ 52 (1) เป็นจำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและให้การภาคเสธในชั้นสอบสวน และจำเลยที่ 3 ให้การภาคเสธในชั้นสอบสวนเป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 โดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ความผิดฐานเป็นซ่องโจร ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีอายุกว่า 17 ปี แต่ยังไม่เกิน 20 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ให้จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและให้การภาคเสธในชั้นสอบสวนและจำเลยที่ 3 ให้การภาคเสธในชั้นสอบสวนเป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานและเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี ความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีอายุกว่า 17 ปี แต่ยังไม่เกิน 20 ปี ลดมาตราส่วนโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ให้ปรับคนละ 50 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและให้การภาคเสธในชั้นสอบสวนและจำเลยที่ 3 ให้การภาคเสธในชั้นสอบสวนเป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานและเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับคนละ 33.33 บาท รวมจำคุกคนละ 34 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 33.33 บาท หากจำเลยคนใดไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบของกลาง ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันยื่นคำร้อง (วันที่ 11 มีนาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม คำขออื่นอันเกี่ยวด้วยค่าสินไหมทดแทนนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 13 จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1และที่ 3 ให้ยกคำร้องของโจทก์ร่วมที่ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2550 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา นายปิยชัยหรือเอ็ดดี้ นายพงษ์ศักดิ์หรือเอ็ก นายยตตะพรหรือจอห์น นายมานพหรือนพ นายบุญมีหรือกบ และนายใสย ผู้ตาย กับพวก มีเรื่องวิวาทชกต่อยกับกลุ่มวัยรุ่นบ้านคำแมดขณะชมการแสดงหมอลำที่วัดบ้านดอนเขียง ตำบลคำแมด กิ่งอำเภอซำสูง จังหวัดขอนแก่น แล้วมีผู้มาห้ามปรามจึงเลิกแล้วต่อกัน ครั้นเวลา 2.30 นาฬิกา ของวันที่ 18 มีนาคม 2550 ผู้ตายกับพวกก็พากันเดินทางกลับโดยขับรถจักรยานยนต์ตามกันมาตามถนนสายดอนเขียง - วังโพน โดยผู้ตายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันที่นายปิยชัยเป็นผู้ขับ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุมีกลุ่มคนร้าย 10 กว่าคน วิ่งกรูกันออกมาจากป่าสองข้างทางโดยมีท่อนไม้ยูคาลิปตัสและมีดเป็นอาวุธตีและฟันทำร้ายผู้ตายกับพวก พวกผู้ตายพากันขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปได้ แต่ขณะนายปิยชัยพยายามขับรถจักรยานยนต์หลบหนี รถจักรยานยนต์คันที่นายปิยชัยขับไปเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์คันที่นายบุญมีขับมีนายมานพนั่งซ้อนท้าย เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ที่นายปิยชัยขับล้มลง นายปิยชัยรีบลุกขึ้นวิ่งหลบหนีเข้าไปในป่าข้างทาง แต่ผู้ตายหลบหนีไม่ทันเพราะถูกรถจักรยานยนต์ทับขาไว้ แล้วคนร้ายร่วมกันใช้ไม้และมีดตีและฟันทำร้ายผู้ตายจนถึงแก่ความตาย โดยผู้ตายมีบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบด้านหลังศีรษะ แนวขวางยาว 7 เซนติเมตร ลึกถึงกะโหลกศีรษะ ขากรรไกรล่างด้านซ้ายตลอดแนวยาว 10 เซนติเมตร ลึกถึงกระดูก ทำให้ขากรรไกรล่างหัก ด้านหน้าลำคอเยื้องทางขวายาว 6 เซนติเมตร ลักษณะเป็นแผ่น ลึกถึงไขมัน ด้านหน้าลำคอแนวขวางยาว 15 เซนติเมตร และ 8 เซนติเมตร อยู่ใกล้ๆ กัน ระดับลูกกระเดือก ตัดหลอดลมคอและหลอดเลือดแดงคอขาด ท้องน้อยข้างซ้ายยาว 7 เซนติเมตร ลึกถึงไขมัน ด้านหน้าข้อมือขวา 3 แห่ง บริเวณใกล้เคียงกัน ยาว 3 4 และ 5 เซนติเมตร ลึกถึงหนังแท้ กับบาดแผลช้ำถลอกที่ขมับขวาถึงหน้าผาก บาดแผลช้ำเขียวที่เบ้าตาซ้ายและรอยช้ำลักษณะคล้ายพื้นรองเท้า บาดแผลช้ำบวมที่ริมฝีปากส่วนบน และบาดแผลครูดถลอกที่ด้านหลังปลายแขนขวาและด้านหน้าเข่าซ้าย ตามรายงานการตรวจศพ เจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดมีดทำครัว 2 เล่ม และท่อนไม้ยูคาลิปตัส 8 ท่อน ที่คนร้ายใช้ในการกระทำความผิดได้จากที่เกิดเหตุ เป็นของกลาง แล้วกล่าวหาจำเลยทั้งสิบสามว่าเป็นคนร้ายคดีนี้ แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 13 เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้องแล้วโจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นคนร้ายร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ พยานฐานที่อยู่ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่อาจฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมได้ พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวก แอบดักซุ่มทำร้ายผู้ตายกับพวก หลังจากมีเหตุวิวาทชกต่อยกันแล้ว โดยได้ความจากคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กับพวกบางคนมีมีดเป็นอาวุธ ส่วนคนร้ายที่ไม่มีมีด ก็ตัดต้นไม้ยูคาลิปตัสข้างทางเป็นท่อนๆ ใช้เป็นอาวุธ เมื่อผู้ตายกับพวกขับรถจักรยานยนต์ผ่านมา จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกก็วิ่งกรูกันออกมาทำร้าย โดยมิได้เลือกว่าจะทำร้ายบุคคลใดเป็นเฉพาะเจาะจง ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกคิดใคร่ครวญวางแผนตกลงที่จะทำร้ายผู้ตายกับพวก โดยประสงค์ถือเอาการกระทำของแต่ละคนเป็นการกระทำของตนด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาทั้งในส่วนของการกระทำและเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 แล้ว ถือได้ว่าเป็นการร่วมกระทำความผิดด้วยกันนับเป็นตัวการ ดังนี้ แม้ไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้ฟันทำร้ายผู้ตาย แต่เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นตัวการแล้ว นอกจากจำเลยที่ 1 และที่ 3 จะมีความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และมีความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยังมีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่โดยเหตุที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวก วางแผนมาดักซุ่มทำร้ายผู้ตายกับพวกหลังเกิดเหตุวิวาทชกต่อยกันขณะชมการแสดงหมอลำเมื่อเวลาประมาณ 23 นาฬิกา และเหตุคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 2.30 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น อันเป็นเวลาต่อเนื่องกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกัน เพราะที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร ก็เพื่อที่จะไปทำร้ายผู้ตายกับพวก การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท นอกจากนี้แม้ศาลฎีกาจะฟังว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันเป็นการทำละเมิด ซึ่งโจทก์ร่วมได้มีคำขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนด้วยแล้วก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 และยกคำขอส่วนแพ่งที่ขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม แม้โจทก์จะฎีกาในคดีส่วนอาญาเป็นคดีนี้ แต่โจทก์ร่วมก็มิได้ฎีกาในคดีส่วนแพ่ง เท่ากับโจทก์ร่วมพอใจในคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลฎีกาไม่อาจพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมได้ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 วรรคสอง, 289 (4) และ 371 ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 มีอายุ 18 ปีเศษ และจำเลยที่ 3 มีอายุ 19 ปีเศษ เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 (เดิม) ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรและฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละตลอดชีวิต และลงโทษฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 45 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 และลงโทษฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 30 บาท รวมจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 30 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12613/2557 พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น โจทก์ นางอาน่อง สีลารัตน์ โจทก์ร่วม นายนุกูลหรือหนุ่ย ลำเกาะกลาง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น · โจทก์ร่วม - นางอาน่อง สีลารัตน์ · จำเลย - นายนุกูลหรือหนุ่ย ลำเกาะกลาง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วรงค์พร จิระภาค · ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี · สุภัทร์ สุทธิมนัส
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดขอนแก่น - นายเกียรติศักดิ์ พุทธกาล · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.2029/2555

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 2530/2527ฎีกา 3345/2535ฎีกา 226/2529ฎีกา 3136/2524ฎีกา 7988/2551ฎีกา 8735/2542ฎีกา 6911/2544ฎีกา 1360/2544ฎีกา 551/2514ฎีกา 7601/2540ฎีกา 6321/2544ฎีกา 1082/2511ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 2170/2517ฎีกา 1165/2537ฎีกา 1959/2529ฎีกา 1166/2491ฎีกา 5957/2530ฎีกา 9571/2544ฎีกา 5494/2541ฎีกา 1746/2511ฎีกา 3827/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา