⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 15833/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15833/2557

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลจะรับฟังคำพยานที่ซัดทอดได้ แต่ต้องใช้ความระมัดระวังและมีพยานหลักฐานอื่นประกอบ เว้นแต่มีเหตุผลอันหนักแน่นหรือพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี ศาลอาจรับฟังพยานบอกเล่าได้ หากมีเหตุจำเป็นและสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม โดยต้องมีพยานหลักฐานอื่นประกอบ

ย่อคำพิพากษา

แม้ ช. เป็นผู้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยทั้งสอง และคำให้การของ ช. จะเป็นคำซัดทอดก็ตาม แต่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 มิได้ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานซัดทอด เพียงแต่ว่าในการรับฟังพยานดังกล่าวศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังและไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่มีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีหรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน บันทึกถ้อยคำของ อ. ในชั้นสืบสวนสอบสวน แม้เป็นเพียงพยานบอกเล่า แต่กรณีมีเหตุจำเป็น เนื่องจากโจทก์ไม่สามารถนำ อ. มาเบิกความได้และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) ศาลจึงนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 4, 57, 97, 118 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 (1) วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 57 (1) วรรคหนึ่งและวรรคสอง), 118 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งจำเลยทั้งสองมีกำหนด 10 ปี จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า แม้นายไชยาจะเป็นผู้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยทั้งสอง และคำให้การของนายไชยาจะเป็นคำซัดทอดก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 มิได้ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานซัดทอด เพียงแต่ว่าในการรับฟังพยานดังกล่าวศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังและไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่มีเหตุผลอันหนักแน่นมีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีหรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน ซึ่งในคดีนี้ได้ความจากจำเลยที่ 1 ว่า นายไชยาเป็นคนในหมู่บ้านของบิดามารดาจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ร่วมทำธุรกิจอยู่อีกทั้งเป็นทีมงานช่วยหาเสียงให้จำเลยที่ 1 ขณะที่นายไชยาถูกจับกุม เจ้าพนักงานตำรวจค้นพบกระดาษรายชื่อบุคคลในหมู่บ้านเขียนโดยลายมือนายไชยา ซึ่งรายชื่อดังกล่าวเป็นบุคคลเป้าหมายที่จะนำเงินไปแจก เจ้าพนักงานตำรวจได้สอบปากคำนายไชยาไว้ทันทีที่นายไชยาให้การรับสารภาพ นอกจากนี้นายไชยาได้ให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวน ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความในชั้นพิจารณาของนายไชยา คดีนี้แม้โจทก์จะไม่ได้ตัวนายอภิชลมาเบิกความ แต่โจทก์ก็ได้ส่งอ้างบันทึกถ้อยคำของนายอภิชลที่ให้ไว้ต่อนายวิเชียร อนุกรรมการการสืบสวนสอบสวน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอุดรธานี ซึ่งยืนยันว่าได้รับเงินจากนายไชยาจริง บันทึกถ้อยคำดังกล่าวแม้เป็นเพียงพยานบอกเล่า แต่กรณีมีเหตุจำเป็น เนื่องจากโจทก์ไม่สามารถนำนายอภิชลมาเบิกความได้ และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) ศาลจึงนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ที่จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ว่า ไม่เคยมอบเงินให้นายไชยาเพื่อไปซื้อเสียงผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อให้เลือกจำเลยที่ 1 นั้นแม้จำเลยที่ 1 จะมิใช่เป็นผู้มอบเงินให้แก่นายไชยาโดยตรง แต่นายไชยาได้รับมอบเงินจากจำเลยที่ 2 ณ ที่ศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งในหมู่บ้านของจำเลยที่ 1 จึงมีมูลเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ได้รู้ถึงการกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 2 พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงเชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15833/2557 พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี โจทก์ นายวชิระ ธาราชีพ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี · จำเลย - นายวชิระ ธาราชีพ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พิทักษ์ คงจันทร์ · อนันต์ วงษ์ประภารัตน์ · ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุดรธานี - นายวัฒนา พานนนท์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายปรัชญา โกไศยกานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.4265/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา