⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3142/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3142/2557

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การกระทำที่มุ่งเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต แม้ทรัพย์นั้นยังไม่ได้ถูกนำไป ถือเป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ 2. ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความในระหว่างพิจารณาได้ต่อเมื่อข้อเท็จจริงนั้นแตกต่างจากฟ้องไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 192 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 3. ความไม่รู้ข้อกฎหมายไม่อาจนำมาอ้างเพื่อแก้ตัวให้พ้นจากความรับผิดทางอาญาได้ตามมาตรา 64 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

ย่อคำพิพากษา

แม้จำเลยและผู้เสียหายเป็นเจ้าของรวมในสวนยางพาราที่เกิดเหตุ แต่ก่อนเกิดเหตุจำเลยยอมให้ผู้เสียหายครอบครองและได้ประโยชน์เพียงผู้เดียว การที่จำเลยจ้าง ส. เข้าไปกรีดยางพาราจะเอาน้ำยางพาราไปเพียงผู้เดียว จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง ย่อมเป็นการทุจริตแล้ว เมื่อน้ำยางพาราที่กรีดยังอยู่ในถ้วยรองน้ำยางยังไม่ได้ถูกนำไป เป็นเพียงพยายามกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำการลักทรัพย์เอง แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้จ้างวานใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด ซึ่งเป็นการแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ศาลไม่อาจลงโทษฐานผู้ใช้ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง คงลงโทษได้ในฐานผู้สนับสนุน การที่จำเลยเข้าใจว่ามีอำนาจทำได้โดยสุจริตและ ส. ก็กระทำโดยเปิดเผย เป็นการอ้างความไม่รู้ข้อกฎหมายของจำเลยในเรื่องนี้ ซึ่งใช้แก้ตัวให้พ้นจากความรับผิดทางอาญาไม่ได้ตาม ป.อ. มาตรา 64

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.64 ประมวลกฎหมายอาญา ม.334 ประมวลกฎหมายอาญา ม.335

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 1,860 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (12) วรรคสอง ประกอบมาตรา 80, 86 ให้จำคุก 8 เดือน และปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายและจำเลยต่างเคยมีคู่สมรสและมีบุตรมาก่อน ต่อมาได้อยู่กินฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2516 แล้วจดทะเบียนสมรสกันในปี 2527 และมีบุตรด้วยกัน ปี 2539 จำเลยไปมีภริยาใหม่ ปี 2546 จำเลยฟ้องหย่าผู้เสียหายแล้วถอนฟ้อง ปี 2548 ผู้เสียหายฟ้องหย่าจำเลยและศาลมีคำพิพากษาในปี 2549 ให้หย่าขาดจากกันและคดีถึงที่สุด ที่ดินโฉนดเลขที่ 3558 เดิมจำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาจำเลยได้โอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้เสียหาย ที่ดินที่เกิดเหตุอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินสาธารณะซึ่งปลูกยางพาราประมาณ 1,000 ต้น ซึ่งผู้เสียหายอ้างว่าตนกับบุตรสาวที่เกิดจากสามีเดิมเป็นผู้ปลูกและบำรุงรักษาโดยจำเลยไม่เกี่ยวข้องเพราะรับราชการอยู่ที่อื่น ส่วนจำเลยอ้างว่าตนเป็นผู้จับจองทำประโยชน์โดยปลูกต้นไม้รวมต้นยางพาราบางส่วนเมื่อประมาณปี 2516 หรือปี 2517 ภายหลังเกิดพายุเกย์ได้รับความเสียหายจึงได้ซื้อต้นยางพารามาปลูกทดแทนประมาณ 1,000 ต้น และกรีดน้ำยางได้เมื่อปี 2539 โดยจำเลยและผู้เสียหายช่วยกันดูแลรักษาและนำรายได้มาใช้จ่ายในครัวเรือน เมื่อวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องภายหลังการหย่า จำเลยได้ว่าจ้างนายสมปองและนายอนันต์หรืออุเทไปกรีดน้ำยางพาราในที่ดินเกิดเหตุ บุคคลทั้งสองได้กรีดน้ำยางรองใส่ถ้วยยางแต่ยังไม่ได้เก็บน้ำยางไปรวมประมาณ 300 ต้น เป็นเหตุให้บุคคลทั้งสองและจำเลยถูกจับกุมดำเนินคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดฐานพยายามลักทรัพย์ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาหรือไม่ จำเลยอ้างว่าผู้เสียหายและจำเลยเป็นเจ้าของรวมในสวนยางพาราที่เกิดเหตุ และยอมรับว่าก่อนเกิดเหตุยอมให้ผู้เสียหายครอบครองและได้ประโยชน์เพียงผู้เดียว ที่จำเลยจ้างนายสมปองเข้าไปกรีดน้ำยางพาราก็ทำโดยเปิดเผยเพราะเข้าใจว่ามีอำนาจทำได้ เห็นว่า การเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริตก็เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 ดังนั้น แม้ฟังได้ตามข้ออ้างของจำเลยว่า จำเลยและผู้เสียหายเป็นเจ้าของรวมในน้ำยางพารา แต่จำเลยก็จะเอาน้ำยางพาราที่นายสมปองกรีดจากต้นยางพาราไปเพียงผู้เดียว โดยขณะนั้นผู้เสียหายเป็นผู้เดียวที่ครอบครองและได้ประโยชน์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ผู้เสียหายจะครอบครองสวนยางพาราที่เกิดเหตุแทนจำเลยด้วยเพราะมีเหตุพิพาทและหย่าขาดจากกันแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองย่อมเป็นการทุจริตแล้ว จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ เมื่อน้ำยางพาราที่กรีดยังอยู่ในถ้วยรองน้ำยางยังไม่ได้ถูกนำไปเป็นเพียงพยายามกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำการลักทรัพย์เอง แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้จ้างวานใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด ซึ่งเป็นการแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ศาลไม่อาจลงโทษฐานผู้ใช้ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง คงลงโทษได้ในฐานผู้สนับสนุนตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยให้เหตุผลไว้ชอบแล้ว ไม่ต้องวินิจฉัยซ้ำอีก การที่จำเลยเข้าใจว่ามีอำนาจทำได้โดยสุจริตและนายสมปองก็กระทำโดยเปิดเผย เป็นการอ้างความไม่รู้ข้อกฎหมายของจำเลยในเรื่องนี้ ซึ่งใช้แก้ตัวให้พ้นจากความรับผิดทางอาญาไม่ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 64 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยจำคุก 4 เดือน 40 วัน และปรับ 1,600 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 เดือน 30 วัน และปรับ 1,200 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3142/2557 พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร โจทก์ ร้อยตำรวจตรีเนื่อง ทับแก้ว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร · จำเลย - ร้อยตำรวจตรีเนื่อง ทับแก้ว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ถมรัตน์ เลิศไพรวัน · ธีระพงศ์ จิระภาค · ประมวญ รักศิลธรรม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชุมพร - นายสุนทร จันทร์ฉิ้น · ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1266/2554

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7083/2538ฎีกา 9114/2552ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 119/2517ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549ฎีกา 901/2480ฎีกา 18654/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 16889/2555ฎีกา 967/2501ฎีกา 2108/2536ฎีกา 5723-5724/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา