⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8379/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8379/2557

ป.อาญา ม.33, 78, 83 ฯลฯ · ป.วิ.อาญา ม.15, 158, 228 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลมีอำนาจสืบพยานเพิ่มเติมได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 228 และการสืบพยานสนับสนุนข้ออ้างของตนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 120 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ต้องบรรยายในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) และไม่ต้องยื่นบัญชีระบุพยานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 229/1 หรือมาตรา 173/1

ย่อคำพิพากษา

พยานหลักฐานที่ศาลมีอำนาจสืบพยานเพิ่มเติมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 228 และพยานหลักฐานที่ศาลยอมให้คู่ความฝ่ายที่อ้างว่าคำเบิกความของพยานคนใดที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างมาไม่ควรเชื่อฟังนำมาสืบสนับสนุนข้ออ้างของตนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 120 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 นั้น มิใช่การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด หรือเป็นข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่กฎหมายบังคับว่าโจทก์จะต้องบรรยายมาในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) อีกทั้งมิใช่พยานหลักฐานที่คู่ความประสงค์ที่จะนำสืบสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตนจะต้องนำสืบในกรณีปกติอันจะอยู่ในบังคับแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 229/1 หรือมาตรา 173/1 ที่คู่ความจักต้องยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานต่อศาลภายในกำหนดเวลาตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นแต่อย่างใด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.228 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.229 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.120 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.251 ประมวลกฎหมายอาญา ม.252 ประมวลกฎหมายอาญา ม.264 ประมวลกฎหมายอาญา ม.265 ประมวลกฎหมายอาญา ม.266 ประมวลกฎหมายอาญา ม.268

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.228 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.229 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 251, 252, 264, 265, 266, 268 และริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานทำปลอมขึ้นซึ่งรอยตราของเจ้าพนักงาน ฐานปลอมเอกสารราชการ และฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 251, 265, 266 (1) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 กระทงหนึ่งกับมีความผิดฐานใช้รอยตราที่ทำปลอมขึ้น ฐานใช้เอกสารราชการปลอม และฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 252 มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 266 (1) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ปลอมและใช้ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 5 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ข้อหาและคำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน และริบ น.ส.3 ก. เลขที่1702 กับหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดิน ที่ มค.017/2609 ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่โต้เถียงกันฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า นายทองผ่าน สามีของจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2680/2538 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2542 ขณะที่คดีอาญาดังกล่าวอยู่ในระหว่างอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ปล่อยชั่วคราวนายทองผ่าน โดยใช้หลักทรัพย์เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1702 ตำบล (สำโรง) หนองแดง อำเภอนาเชือกจังหวัดมหาสารคาม เนื้อที่ 12 ไร่ 49 ตารางวา พร้อมหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินดังกล่าวเป็นเอกสารประกอบการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยตีราคาค่าประกัน 400,000 บาท ต่อมาปรากฏว่านายทองผ่านไม่มาฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับนายทองผ่านและปรับจำเลยที่ 1 นายประกันเต็มตามสัญญา ภายหลังต่อมานายทองผ่านเข้ามอบตัว ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำคุกนายทองผ่านคดีถึงที่สุดไปแล้ว ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะนายประกันไม่ชำระค่าปรับ ศาลชั้นต้นจึงออกหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดมหาสารคาม นำที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1702 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหลักประกันออกขายทอดตลาด ดาบตำรวจศุภวงศ์ เป็นผู้ซื้อทอดตลาดได้จึงไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคามสาขานาเชือก แล้วพบว่า น.ส.3 ก. เลขที่ 1702 ของศาลจังหวัดมหาสารคาม มีข้อความไม่ตรงกับคู่ฉบับของสำนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคาม สาขานาเชือกและสำนักงานที่ดินดังกล่าวไม่เคยออกหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดิน เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเพิกถอนการขายทอดตลาด ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลของศาลชั้นต้นจึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีนี้ และข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังมาซึ่งจำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาโต้เถียงยังฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีการทำปลอมขึ้นซึ่งรอยตราประจำตำแหน่งนายอำเภอนาเชือกทำปลอม น.ส.3 ก. เลขที่ 1702 ในส่วนตำแหน่งที่ดินจาก "ตำบลสำโรง" เป็น "ตำบล (สำโรง) หนองแดง" ในส่วนจำนวนเนื้อที่จาก "1 ไร่ 49 ตารางวา" เป็น "12 ไร่ 49 ตารางวา" และในส่วนของสารบัญจดทะเบียนด้านหลัง น.ส.3 ก. เลขที่ 1702 จากที่ไม่มีรายการจดทะเบียนเป็นมีรายการจดทะเบียนระบุในรายการแรกมีใจความว่า "วันที่ 8 กันยายน 2540 นางสาวลำไพจดทะเบียนรับโอนมรดกมาจากนางดาว ผู้ให้สัญญา เนื้อที่ 12 ไร่ 49 ตารางวา" และรายการสุดท้ายมีใจความว่า "วันที่ 5 มีนาคม 2541 นางสาวลำไพ ผู้ให้สัญญาโอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้รับสัญญา เนื้อที่ 12 ไร่ 49 ตารางวา" แล้วประทับตราประจำตำแหน่งนายอำเภอนาเชือกปลอมลงในช่องพนักงานเจ้าหน้าที่พร้อมกับลงลายมือชื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม น.ส.3 ก. ของศาลจังหวัดมหาสารคาม และมีการทำปลอมขึ้นซึ่งหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคาม สาขานาเชือกที่ มค.017/2609 ขึ้นทั้งฉบับพร้อมกับประทับรอยตราประจำตำแหน่งนายอำเภอนาเชือกปลอมลงในเอกสารฉบับนี้ด้วย ตามหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินของศาลจังหวัดมหาสารคาม เห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์มิได้กล่าวบรรยายฟ้องถึงเอกสารในส่วนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 790/2542 ของศาลจังหวัดมหาสารคาม มาในฟ้องและมิได้ระบุอ้างเอกสารดังกล่าวในบัญชีระบุพยาน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ขัดต่อกฎหมายนั้น เห็นว่า พยานหลักฐานที่ศาลมีอำนาจสืบพยานเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 228 และพยานหลักฐานที่ศาลยอมให้คู่ความฝ่ายที่อ้างว่าคำเบิกความของพยานคนใดที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างมาไม่ควรเชื่อฟังนำมาสืบสนับสนุนข้ออ้างของตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 120 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 นั้น มิใช่การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด หรือเป็นข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่กฎหมายบังคับว่าโจทก์จะต้องบรรยายมาในฟ้องตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) อีกทั้งมิใช่พยานหลักฐานที่คู่ความประสงค์ที่จะนำสืบสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตนจะต้องนำสืบในกรณีปกติอันจะอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 229/1 หรือมาตรา 173/1 ที่คู่ความจักต้องยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานต่อศาลภายในกำหนดเวลาตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นแต่อย่างใด ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องกล่าวอ้างถึงเอกสารในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 790/2542 ของศาลจังหวัดมหาสารคาม และมิได้ยื่นบัญชีระบุอ้างเอกสารดังกล่าวไว้ในบัญชีระบุพยานก็หาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ขัดต่อกฎหมายไม่ ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาต้องกันให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 แต่ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 และริบของกลางมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8379/2557 พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ โจทก์ นางสาวพวงเพชร ขันธจำนงค์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ · จำเลย - นางสาวพวงเพชร ขันธจำนงค์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธานิศ เกศวพิทักษ์ · เมทินี ชโลธร · สุพจน์ กิตติรักษนนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ - นายกวีพจน์ สุรนิจ · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายไชยผล สุรวงษ์สิน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.4707/2554

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 9114/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 861/2521ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1079/2497ฎีกา 7988/2551ฎีกา 20/2491ฎีกา 6355/2544ฎีกา 605/2511ฎีกา 1220/2510ฎีกา 647/2563ฎีกา 1666/2521ฎีกา 1294/2509ฎีกา 8297/2540ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 2292/2540ฎีกา 6321/2544ฎีกา 5806/2534ฎีกา 514/2486ฎีกา 1857/2492
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา