⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 14122/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14122/2558

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ มิฉะนั้นจะถือว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ได้ร้องขอให้บังคับคดีภายในกำหนดเวลาดังกล่าว

ย่อคำพิพากษา

หนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงิน เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำบังคับ เป็นกรณีที่ต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 275 และมาตรา 278 จะเห็นได้ว่า การร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาต้องดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนแรกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ขั้นตอนต่อไปต้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดี และขั้นตอนสุดท้ายเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ คดีนี้ผู้แทนโจทก์นำเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการยึดมายื่นไม่ครบจึงไม่สามารถยึดที่ดินของจำเลยที่ 1 ได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหนังสือแจ้งผู้แทนโจทก์ให้ไปพบเพื่อแถลงว่ายังประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปหรือไม่ และให้มาแถลงยึดทรัพย์ แต่ก็ไม่มีการติดต่อเพื่อดำเนินการใดๆ จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการยึดที่ดินทั้ง 11 แปลง ดังกล่าว และสำนวนบังคับคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างรอปลดเผา เช่นนี้จึงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ดำเนินการต่างๆ ตามขั้นตอนครบถ้วนภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา กรณีย่อมถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 1 และเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ไม่มีสิทธิยึดต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินทั้ง 11 แปลงไว้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.271

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ 11 แปลง แก่ผู้ร้อง ทายาทของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่คัดค้าน โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 3988, 4067, 4078, 4149, 4150, 4152, 4153, 4156, 4157, 4158 และ 4163 ตำบลไร่น้อย อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นรับฟังมา ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาโดยคู่ความไม่โต้เถียงเป็นอย่างอื่นฟังได้ว่า คดีนี้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 1 จำนวน 11 แปลง คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 3988, 4067, 4078, 4149, 4150, 4152, 4153, 4156, 4157, 4158 และ 4163 ตำบลไร่น้อย อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี โดยโจทก์ส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้ง 11 แปลง ให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดถือไว้ ที่ดินทั้ง 11 แปลงดังกล่าวที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดในคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2558 ให้กันเงินกึ่งหนึ่งที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่นางปุ่น เนื่องจากที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างนางปุ่นกับจำเลยที่ 1 ซึ่งต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลฎีกาพิพากษายืน และก่อนที่นางปุ่นจะถึงแก่ความตายได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินทั้ง 11 แปลง ในส่วนของนางปุ่นให้แก่ผู้ร้องคดีนี้ซึ่งเป็นบุตรของนางปุ่นกับจำเลยที่ 1 และยังแสดงเจตนาไว้อีกด้วยว่าที่ดินดังกล่าวในขณะนั้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้กันเงินกึ่งหนึ่งที่ได้จากการขายทอดตลาดแล้วได้เงินกึ่งหนึ่งก็ขอยกเงินทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องด้วย ต่อมาศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางปุ่น ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินทั้ง 11 แปลง ทั้งในฐานะที่เป็นทายาทและเป็นผู้รับพินัยกรรมของนางปุ่น ส่วนที่โจทก์อ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินทั้ง 11 แปลง นั้น ได้ความจากเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าผู้แทนโจทก์นำเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการยึดมายื่นไม่ครบจึงไม่สามารถยึดที่ดินดังกล่าวได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหนังสือแจ้งผู้แทนโจทก์ให้ไปพบเพื่อแถลงว่ายังประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปหรือไม่และให้มาแถลงนำยึดทรัพย์ แต่ก็ไม่มีการติดต่อเพื่อดำเนินการใดๆ ภายหลังเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์มารับเงินค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือคืน ซึ่งต่อมาโจทก์มอบอำนาจให้บุคคลอื่นไปรับเงินแล้ว ปัจจุบันยังไม่มีการยึดที่ดินทั้ง 11 แปลง แต่อย่างใด และสำนวนบังคับคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างรอปลดเผา หากโจทก์ยังประสงค์จะบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองก็จะต้องตั้งเรื่องบังคับคดีใหม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่โจทก์ได้ดำเนินการร้องขอให้บังคับคดีภายในกำหนด 10 ปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว หากต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการต่อไปแม้จะพ้นกำหนด 10 ปีแล้ว คำพิพากษาดังกล่าวก็ไม่สิ้นผลบังคับ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการต่อไปได้ นั้น เห็นว่า คดีนี้หนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงิน เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำบังคับ เป็นกรณีที่ต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ปัญหาว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องดำเนินการบังคับคดีไปถึงขั้นตอนใดจึงจะถือว่าได้มีการร้องขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปีแล้ว เมื่อพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 275 และมาตรา 278 จะเห็นได้ว่า การร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาต้องดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนแรกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ขั้นตอนต่อไปต้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดี และขั้นตอนสุดท้ายเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ เมื่อพิจารณาขั้นตอนดังกล่าวมา ปรากฏว่าคดีนี้ผู้แทนโจทก์นำเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการยึดมายื่นไม่ครบจึงไม่สามารถยึดที่ดินของจำเลยที่ 1 ได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหนังสือแจ้งผู้แทนโจทก์ให้ไปพบเพื่อแถลงว่ายังประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปหรือไม่ และให้มาแถลงยึดทรัพย์ แต่ก็ไม่มีการติดต่อเพื่อดำเนินการใดๆ จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการยึดที่ดินทั้ง 11 แปลง ดังกล่าว และสำนวนบังคับคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างรอปลดเผา เช่นนี้จึงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ดำเนินการต่างๆ ตามขั้นตอนครบถ้วนภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา กรณีย่อมถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 1 และเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ไม่มีสิทธิยึดต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินทั้ง 11 แปลงไว้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้ง 11 แปลง ให้แก่ผู้ร้อง ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่นนอกจากนี้ แม้วินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่วินิจฉัยให้ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14122/2558 นางสาววีณา ภาติยะศิขัณฑ์ โจทก์ นางสุมาลี ขันอาสา ผู้ร้อง นายคำมี ขันอาสา กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาววีณา ภาติยะศิขัณฑ์ · ผู้ร้อง - นางสุมาลี ขันอาสา · จำเลย - นายคำมี ขันอาสา กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประทีป เฉลิมภัทรกุล · พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว · มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1506/2542ฎีกา 171/2513ฎีกา 6789/2541ฎีกา 5610/2548ฎีกา 5801/2538ฎีกา 3808/2526ฎีกา 3581/2538ฎีกา 6193/2551ฎีกา 945/2504ฎีกา 1368/2510ฎีกา 616-617/2490ฎีกา 1388/2500ฎีกา 3781/2545ฎีกา 684/2488ฎีกา 1763/2551ฎีกา 1427/2514ฎีกา 403/2530ฎีกา 1897/2512ฎีกา 1646/2519ฎีกา 39/2524ฎีกา 161/2507ฎีกา 1818/2543ฎีกา 2824/2538ฎีกา 1485/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ