⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 14570/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14570/2558

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแจ้งข้อกล่าวหาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 วรรคหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องระบุข้อหาให้ตรงกับที่พนักงานอัยการฟ้องเสมอไป เพียงแต่ต้องแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าจำเลยได้กระทำผิดให้จำเลยเข้าใจได้ดีก็เพียงพอแล้ว

ย่อคำพิพากษา

แม้บันทึกแจ้งข้อกล่าวหาระบุแต่เพียงข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร แต่จำเลยก็แสดงท่าทางและนำชี้จุดที่มีการติดตามไล่ยิงผู้เสียหายทั้งสอง โดยมีคำอธิบายใต้ภาพอธิบายเหตุการณ์และจำเลยลงลายมือชื่อรับรองไว้ แสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อกล่าวหาในคดีนี้เป็นอย่างดี และหลังจากนั้นก็มีการแจ้งข้อกล่าวหาพยายามฆ่าผู้อื่นแก่จำเลย จึงถือได้ว่ามีการแจ้งให้จำเลยทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าจำเลยได้กระทำผิดพอที่จำเลยจะเข้าใจได้ดี ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 วรรคหนึ่ง ดังนี้ การที่พนักงานสอบสวนนำตัวจำเลยไปยังสถานที่เกิดเหตุและทำแผนประกอบคำรับสารภาพซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของการสอบสวนก่อน แล้วจึงแจ้งข้อกล่าวหาให้จำเลยทราบก็ไม่ทำให้การสอบสวนในคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.134

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืน ปลอกกระสุนปืน และลูกกระสุนปืน (หัวกระสุนปืน) ของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 8 ปี รวมจำคุก 9 ปี 12 เดือน ริบของกลางทั้งหมด จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควร แต่พนักงานสอบสวนนำตัวจำเลยไปยังสถานที่เกิดเหตุและทำแผนประกอบคำรับสารภาพโดยที่ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ เป็นทำนองว่าทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ได้ยกขึ้นอ้างในศาลล่างทั้งสอง แต่จำเลยสามารถยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีทศพล พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ว่า จากการสอบถามจำเลยเบื้องต้นจำเลยให้การรับสารภาพจึงให้จำเลยพาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยจำเลยพาไปชี้ที่บริเวณลานจอดรถที่เกิดเหตุชกต่อยกัน และพาไปชี้จุดที่จำเลยตามไปไล่ยิงกลุ่มของผู้เสียหายทั้งสองที่บริเวณสถานีบริการแก๊ส หลังจากนั้นพยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าพยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน ซึ่งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ เห็นได้ว่าแม้จะมีการระบุแต่เพียงข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรตามที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่จำเลยก็แสดงท่าทางและนำชี้จุดที่มีการติดตามไล่ยิงผู้เสียหายทั้งสองบริเวณสถานีบริการแก๊ส โดยมีคำอธิบายใต้ภาพอธิบายเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ด้วย และจำเลยลงลายมือชื่อรับรองไว้ แสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อกล่าวหาในคดีนี้เป็นอย่างดีแล้ว และหลังจากนั้นก็มีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยถือได้ว่ามีการแจ้งให้จำเลยทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าจำเลยได้กระทำผิดพอที่จำเลยจะเข้าใจได้ดีแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคหนึ่ง ดังนี้ แม้พนักงานสอบสวนนำตัวจำเลยไปยังสถานที่เกิดเหตุและทำแผนประกอบคำรับสารภาพซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของการสอบสวนก่อน แล้วจึงแจ้งข้อกล่าวหาให้จำเลยทราบก็ไม่ทำให้การสอบสวนในคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ย่อมรับฟังไม่ได้ สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นปัญหาปลีกย่อย แม้วินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14570/2558 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสุทธิโชคหรือหนึ่ง ชุ่มแจ่ม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นายสุทธิโชคหรือหนึ่ง ชุ่มแจ่ม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธีระ เบญจรัศมีโรจน์ · สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย · สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญาธนบุรี - นายณัฐศักดิ์ ประทุมแก้ว · ศาลอุทธรณ์ - นางฉัตรทิชา ชัยรัชต์กร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.2047/2558

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6635/2551ฎีกา 880/2502ฎีกา 1845/2537ฎีกา 1554/2521ฎีกา 6651/2538ฎีกา 6541/2544ฎีกา 8272/2553ฎีกา 1700/2548ฎีกา 4048/2528ฎีกา 3423/2548ฎีกา 11720/2555ฎีกา 243/2509ฎีกา 2670/2521ฎีกา 2724/2519ฎีกา 15274/2553ฎีกา 767/2536ฎีกา 11742/2553ฎีกา 4147/2542ฎีกา 352/2546ฎีกา 4930/2538ฎีกา 1549/2525ฎีกา 796/2493ฎีกา 139/2536ฎีกา 623/2535
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา