⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6663/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6663/2558

ป.ที่ดิน ม.61 · ป.วิ.แพ่ง ม.271, 275

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบังคับตามคำพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่ทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ให้ร้องขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อดำเนินการตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วภายในกำหนดอายุความสิบปี

ย่อคำพิพากษา

การขอให้บังคับตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ออกจากสารบัญจดทะเบียนตามโฉนดที่ดิน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ มิใช่เป็นการบังคับคดีที่ต้องดำเนินการโดยทางเจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. และไม่มีกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องขอต่อศาลเพื่อให้ออกหมายบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 275 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์จึงไม่ถูกต้อง แต่การเพิกถอนรายการจดทะเบียนขายที่ดินตามคำพิพากษาของศาลดังกล่าว เป็นกรณีที่ได้มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่ง ป.ที่ดิน มาตรา 61 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายซึ่งดำรงตำแหน่งรองอธิบดีหรือผู้ตรวจราชการกรมที่ดินมีอำนาจหน้าที่สั่งเพิกถอนหรือแก้ไขได้ และตามวรรคแปดของบทบัญญัติเดียวกัน บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขอย่างใดแล้ว ให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด" ดังนั้น การบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลที่ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ออกจากสารบัญจดทะเบียนตามโฉนดที่ดินนั้น โจทก์จึงชอบที่จะร้องขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินให้ดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ก็ต่อเมื่อคำพิพากษานั้นถึงที่สุดเป็นต้นไป และที่ว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุด ก็ย่อมมีความหมายว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดทั้งคดี เมื่อนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดยังไม่ล่วงพ้นกำหนดเวลาสิบปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 โจทก์จึงยังมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.61 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.271 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.275

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.61 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.271 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.275 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2544 ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2537 ออกจากสารบัญจดทะเบียนตามโฉนดที่ดินเลขที่ 41216 และเลขที่ 41217 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 41216 และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 41217 ให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ ศาลชั้นต้นออกคำบังคับ วันที่ 10 มกราคม 2545 จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตพร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาและคำร้องขอทุเลาการบังคับ ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาวันที่ 29 กรกฎาคม 2545 เมื่อถึงวันนัดไต่สวนศาลชั้นต้นให้งดการไต่สวนไว้เพื่อรอฟังผลคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ข้อหาปลอมและใช้เอกสารปลอมตามคดีหมายเลขดำที่ 3168/2542 หมายเลขแดงที่ 3271/2545 ของศาลแขวงธนบุรี ถึงที่สุด เมื่อคดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว หากจำเลยที่ 1 ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้แถลงภายใน 15 วัน นับแต่คดีถึงที่สุด วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 ศาลชั้นต้นนัดพร้อมโจทก์และทนายจำเลยที่ 1 แถลงว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3271/2545 ถึงที่สุดแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้เลื่อนไปนัดไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยที่ 1 ในวันนัดไต่สวนคำร้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ถอนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ฉบับลงวันที่ 10 มกราคม 2545 และรับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฉบับ ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2555 แล้วศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องดังกล่าวและมีคำสั่งยกคำร้อง เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2555 หากจำเลยที่ 1 ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระภายใน 15 วัน จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2555 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง หากจำเลยที่ 1 ยังติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนี้ วันที่ 8 สิงหาคม 2555 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นออกคำบังคับและหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2555 และวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 เป็นการไม่ชอบ เพราะโจทก์ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีได้ภายในสิบปี คือ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2554 และคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่สุด โดยจำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่ให้จัดการให้ตามคำขอออกคำบังคับและหมายบังคับคดี ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีกับยกคำขอดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับจำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุให้เพิกถอนคำบังคับและหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การขอให้บังคับตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2537 ออกจากสารบัญจดทะเบียนตามโฉนดที่ดินเลขที่ 41216 และเลขที่ 41217 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 41216 และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 41217 ให้แก่โจทก์ มิใช่เป็นการบังคับคดีที่ต้องดำเนินการโดยทางเจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และไม่มีกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องขอต่อศาลเพื่อให้ออกหมายบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์จึงไม่ถูกต้อง แต่การเพิกถอนรายการจดทะเบียนขายที่ดินตามคำพิพากษาของศาลดังกล่าว เป็นกรณีที่ได้มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายซึ่งดำรงตำแหน่งรองอธิบดีหรือผู้ตรวจราชการกรมที่ดินมีอำนาจหน้าที่สั่งเพิกถอนหรือแก้ไขได้ และตามวรรคแปดของบทบัญญัติเดียวกัน บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขอย่างใดแล้ว ให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด" ดังนั้น การบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลที่ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ออกจากสารบัญจดทะเบียนตามโฉนดที่ดินนั้น โจทก์จึงชอบที่จะร้องขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินให้ดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ก็ต่อเมื่อคำพิพากษานั้นถึงที่สุดเป็นต้นไป และที่ว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุด ก็ย่อมมีความหมายว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดทั้งคดี เมื่อนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดยังไม่ล่วงพ้นกำหนดเวลาสิบปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 โจทก์จึงยังมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีได้ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองไม่เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ออกคำบังคับชอบแล้ว แต่เมื่อการออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์เป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรให้เพิกถอนเสียได้ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนหมายบังคับคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6663/2558 นายทวีศักดิ์ ศุภวัฒนานันท์หรือสุมันตา โจทก์ นายภักดี ศุภวัฒนานันท์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายทวีศักดิ์ ศุภวัฒนานันท์หรือสุมันตา · จำเลย - นายภักดี ศุภวัฒนานันท์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จิรนิติ หะวานนท์ · พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว · พิศิฏฐ์ สุดลาภา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่งธนบุรี - นายประหยัด ศรศักดา · ศาลอุทธรณ์ - นายณรงค์ กลั่นวารินทร์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.3142/2557

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 8454/2544ฎีกา 1785/2505ฎีกา 1506/2542ฎีกา 171/2513ฎีกา 6789/2541ฎีกา 5610/2548ฎีกา 4986/2558ฎีกา 5801/2538ฎีกา 3808/2526ฎีกา 3581/2538ฎีกา 6193/2551ฎีกา 945/2504ฎีกา 1368/2510ฎีกา 616-617/2490ฎีกา 1388/2500ฎีกา 3781/2545ฎีกา 684/2488ฎีกา 1763/2551ฎีกา 1427/2514ฎีกา 403/2530ฎีกา 1897/2512ฎีกา 1646/2519ฎีกา 3886/2566ฎีกา 39/2524
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา