⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6966-6967/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6966-6967/2558

ป.อาญา ม.78, 83, 90 ฯลฯ · ป.พ.พ. ม.672

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่พนักงานอัยการจะฟ้องคดีอาญาได้นั้น ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ เว้นแต่เป็นความผิดต่อแผ่นดินที่พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนได้เองโดยไม่ต้องมีการร้องทุกข์. ผู้เสียหายไม่มีอำนาจยื่นฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดที่ตนมิใช่ผู้เสียหาย.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองนำใบถอนเงินซึ่งประทับตราสำคัญของโจทก์ร่วมที่เป็นตราประทับปลอมไปหลอกลวงจนกระทั่งเจ้าหน้าที่ธนาคารหลงเชื่อ เงินที่จำเลยทั้งสองกับพวกได้รับไปจึงเป็นเงินของธนาคาร มิใช่เงินของโจทก์ร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงกับฐานรับของโจร เมื่อไม่ปรากฏว่าธนาคารซึ่งเป็นเจ้าของเงินได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองกับพวก พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงกับฐานรับของโจร แม้ความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดต่อแผ่นดินซึ่งพนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนโดยไม่มีการร้องทุกข์ก็ตาม แต่โจทก์ร่วมไม่ใช่เจ้าของเงินและไม่ใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าความผิดฐานฉ้อโกงกับฐานรับของโจรเป็นฟ้องที่ขัดกัน เป็นฟ้องเคลือบคลุมและจำเลยทั้งสองไม่มีความผิดฐานร่วมกันยักยอก ดังนั้นเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงกับฐานรับของโจรและฐานยักยอก เมื่อพนักงานอัยการโจทก์ไม่ฎีกา โจทก์ร่วมซึ่งมิใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจยื่นฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานดังกล่าวตามฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสองมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.188 ประมวลกฎหมายอาญา ม.264 ประมวลกฎหมายอาญา ม.265 ประมวลกฎหมายอาญา ม.268 ประมวลกฎหมายอาญา ม.335 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341 ประมวลกฎหมายอาญา ม.352 ประมวลกฎหมายอาญา ม.357 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.672

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนเป็นใจความ ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 188, 264, 265, 268, 335, 341, 357 และให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงิน 30,822,206.07 บาท แก่ผู้เสียหาย และลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 264, 265, 268, 341, 357 กับให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้เงิน 8,092,579.77 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา ห้างหุ้นส่วนจำกัด ใต้เซ้งซัน ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ส่วนจำเลยที่ 2 อนุญาตเฉพาะความผิดเกี่ยวกับเอกสารโจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าเป็นโจทก์ร่วมในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงหรือรับของโจรด้วย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 มาตรา 335 (11) วรรคแรก มาตรา 188 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันยักยอกรวม 45 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างและฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ซึ่งเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานลักทรัพย์นายจ้างซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 12 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ให้การรับข้อเท็จจริงบางประเด็นเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เห็นควรลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เฉพาะความผิดฐานร่วมกันยักยอก 90 ปี 135 เดือน แต่เนื่องจากความผิดฐานยักยอกมีอัตราโทษอย่างสูงไม่เกินสามปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จึงลงโทษจำคุกได้ไม่เกิน 10 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) ฐานลักทรัพย์นายจ้าง ลดโทษให้จำเลยที่ 1กระทงละหนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1เฉพาะความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ 24 ปี 36 เดือน แต่ความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างมีอัตราโทษอย่างสูงไม่เกินห้าปีเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จึงลงโทษจำคุกได้ไม่เกิน 20 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น 30 ปีให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงิน 30,822,206.07 บาท แก่โจทก์ร่วม ข้อหาอื่นให้ยกส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 และ 335 (11) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทรวม 12 กระทง ให้ลงโทษฐานลักทรัพย์นายจ้างซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 รวมจำคุก 9 ปี ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงิน 262,508 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ร่วมมีบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสุรวงศ์ เลขที่ 054 - 2 - 22318 - 9และ 054 - 3 - 07689 - 9 ตามคำขอเปิดบัญชีและหนังสือมอบอำนาจ กับคำขอเปิดบัญชี และบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสีลม เลขบัญชี 118 - 4 - 084224 ตามคำขอเปิดบัญชี และหนังสือมอบอำนาจ โดยนายทนงหุ้นส่วนผู้จัดการขณะนั้นมอบอำนาจให้นางสาววาสนาเบิกถอนเงินได้โดยลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของโจทก์ร่วม นางสาววาสนาลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ร่วมที่เป็นตรายางซึ่งเป็นคนละอันกับตราสำคัญของโจทก์ร่วมที่เป็นไม้ซึ่งนายทนงใช้อยู่ในใบถอนเงินแล้วเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมเลขบัญชีดังกล่าว แล้วนำเงินบางครั้งทั้งจำนวนและบางครั้งบางส่วนฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 บัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 เปิดร่วมกับนางสาววาสนา บัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 เปิดร่วมกับนางสาววาสนา หรือเบิกเงินให้แก่จำเลยที่ 1 นำเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 รวม 60 รายการ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิ ฉ้อโกงกับรับของโจรและยักยอก ตามฟ้องหรือไม่ และจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ ซึ่งจะได้วินิจฉัยพร้อมกันไปตามลำดับ โดยเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงกับฐานรับของโจรหรือไม่ เห็นว่าตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมยืนยันว่าตราประทับซึ่งเป็นตราสำคัญของโจทก์ร่วมที่ใช้ในใบถอนเงินของโจทก์ร่วมในคดีนี้ทั้งหมดเป็นตราประทับปลอมที่นางสาววาสนากับจำเลยทั้งสองใช้ในการถอนเงินจากบัญชีธนาคารของโจทก์ร่วมไปโดยเป็นการยืนยันตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับความผิดฐานฉ้อโกงกับรับของโจรด้วย ดังนี้เงินที่จำเลยทั้งสองกับพวกได้ไปตามฟ้องโจทก์นั้น แม้จะเป็นเงินที่เจ้าหน้าที่ธนาคารกสิกรไทยจำกัด (มหาชน) กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ทำพิธีทางการบัญชีของธนาคารหักจากบัญชีของโจทก์ร่วมก็ตามแต่เป็นเพราะโจทก์ยืนยันตามฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกับพวกนำใบถอนเงินซึ่งประทับตราสำคัญของโจทก์ร่วมที่เป็นตราประทับปลอมไปหลอกลวงจนกระทั่งเจ้าหน้าที่ธนาคารดังกล่าวหลงเชื่อ เงินที่จำเลยทั้งสองกับพวกได้รับไปตามฟ้องจึงเป็นเงินของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) มิใช่เงินของโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงกับฐานรับของโจร เมื่อไม่ปรากฏว่าธนาคารทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของเงินได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองกับพวก เพราะเหตุที่ได้กระทำความผิดดังกล่าวพนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงกับฐานรับของโจร แม้ความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดต่อแผ่นดินซึ่งพนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวน โดยไม่มีการร้องทุกข์ก็ตาม แต่โจทก์ร่วมไม่ใช่เจ้าของเงินและไม่ใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ จึงให้เพิกถอนคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่อนุญาตให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดใต้เซ้งซันเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงกับฐานร่วมกันรับของโจร และยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวเสียด้วย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าความผิดฐานฉ้อโกงกับฐานรับของโจรเป็นฟ้องที่ขัดกันเป็นฟ้องเคลือบคลุมและจำเลยทั้งสองไม่มีความผิดฐานร่วมกันยักยอก ดังนั้นเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงกับฐานรับของโจรและฐานยักยอก เมื่อพนักงานอัยการโจทก์ไม่ฎีกา โจทก์ร่วมซึ่งมิใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจยื่นฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานดังกล่าวตามฟ้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสองมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นและความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 และ 335 (11) วรรคแรก กับยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงิน 262,508 บาท เสียด้วย ให้ยกฎีกาของโจทก์ร่วมในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงกับฐานร่วมกันรับของโจรและยักยอก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6966 - 6967/2558 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ใต้เซ้งซัน โจทก์ร่วม นายอุดม สุทธิปริญญานนท์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ · โจทก์ร่วม - ห้างหุ้นส่วนจำกัด ใต้เซ้งซัน · จำเลย - นายอุดม สุทธิปริญญานนท์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)แก้ว เวศอุไร · ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร · อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นางสาวสุกัญญา เวศยาสิรินทร์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายปลื้ม นวลนิ่ม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ2698/2555

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 2147/2521ฎีกา 861/2521ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 647/2563ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 831/2532ฎีกา 11/2539ฎีกา 5806/2534ฎีกา 1141/2506ฎีกา 34/2521ฎีกา 16561/2557ฎีกา 1386/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา