⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8426/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8426/2558

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญาที่ราษฎรเป็นผู้เสียหาย มีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป และผู้กระทำผิดย่อมได้รับประโยชน์ตามกฎหมายเสมือนการถอนฟ้อง

ย่อคำพิพากษา

แม้คดีที่พนักงานอัยการฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท จำเลยที่ 1 จะได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ แต่ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ต่อศาลชั้นต้น มีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ลุแก่โทษต่อศาลเช่นเดียวกับการถอนฟ้อง ตาม ป.อ. มาตรา 176 ย่อมได้รับประโยชน์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายอาญา ม.176

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 157, 162, 172, 174, 175, 177, 180 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 174 วรรคสอง, 175, 177 วรรคสอง, 180 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนและฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อจะแกล้งให้บุคคลต้องรับโทษ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อจะแกล้งให้บุคคลต้องรับโทษอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานเอาความเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา จำคุก 2 ปี ฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา จำคุก 3 ปี และฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา จำคุก 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง และ 180 วรรคสอง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานเบิกความเท็จตามมาตรา 177 วรรคสอง แต่บทเดียวตามมาตรา 90 จำคุก 3 เดือน ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตามมาตรา 174 วรรคสอง จำคุก 3 เดือน และฐานฟ้องเท็จตามมาตรา 175 จำคุก 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีเหตุลงโทษจำเลยที่ 1 ในสถานหนัก และฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุรอการลงโทษจำคุกหรือรอการกำหนดโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นเจ้าหน้าที่ของบ้านเมือง ต้องปฏิบัติหน้าที่และประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ชาวบ้าน แต่จำเลยที่ 1 กลับมากระทำความผิดเสียเอง โดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนเพื่อที่จะกลั่นแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ เมื่อพนักงานอัยการฟ้องโจทก์ตามที่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ยังเข้าร่วมเป็นโจทก์และเบิกความเท็จกับนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอีก การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวก่อให้เกิดความเดือดร้อนและความเสียหายแก่โจทก์ที่ต้องถูกดำเนินคดีอาญา พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ไม่สมควรรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษให้ แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงมูลเหตุที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดแล้ว เชื่อว่า เป็นกรณีสืบเนื่องจากโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างกล่าวหากันเกี่ยวกับผลประโยชน์จากการทำหน้าที่บริหารท้องถิ่น และโจทก์เคยร้องเรียนจำเลยที่ 1 ต่อนายอำเภอม่วงสามสิบว่าจำเลยที่ 1 ทุจริตในการเลือกตั้ง อีกทั้งโจทก์ร้องเรียนจำเลยที่ 1 เรื่องอื่นอีกประมาณ 5 เรื่อง แต่เมื่อนายอำเภอม่วงสามสิบตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่าข้อที่โจทก์ร้องเรียนจำเลยที่ 1 ทุกเรื่องไม่มีมูล แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีความประพฤติดีอยู่บ้าง จึงไม่สมควรลงโทษสถานหนัก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วางโทษจำเลยที่ 1 ฐานเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญา และฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อจะแกล้งให้บุคคลต้องรับโทษ กระทงละ 3 เดือน โดยไม่รอการลงโทษนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ส่วนความผิดฐานเอาความเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา เห็นว่า แม้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2028/2555 หมายเลขแดงที่ 597/2555 ของศาลชั้นต้น ที่พนักงานอัยการฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท จำเลยที่ 1 จะได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ แต่ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ต่อศาลชั้นต้น มีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดี จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ลุแก่โทษต่อศาลเช่นเดียวกับการถอนฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 176 จำเลยที่ 1 ย่อมได้รับประโยชน์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้ เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีและการที่จำเลยที่ 1 ลุแก่โทษต่อศาลแล้ว เห็นควรกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ข้อหานี้สถานเบา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วางโทษจำคุก 3 เดือน หนักเกินไป เห็นสมควรวางโทษใหม่ให้เหมาะสม ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเอาความเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา จำคุก 1 เดือน รวมกับโทษในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อจะแกล้งให้บุคคลต้องรับโทษและฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8426/2558 นายสมปอง ใจซื่อ โจทก์ นางหนูกิ่ง ทองเกลี้ยง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสมปอง ใจซื่อ · จำเลย - นางหนูกิ่ง ทองเกลี้ยง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สิริรัตน์ จันทรา · สมยศ เข็มทอง · ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นายสิรเชษฐ์ สิรเชษฐ์โกศล · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางฐิติยาภา เจริญเหรียญ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.272/2558

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2200/2548ฎีกา 769/2532ฎีกา 2891/2565ฎีกา 4752/2545ฎีกา 728/2519ฎีกา 3038/2531ฎีกา 4577/2543ฎีกา 2498/2528ฎีกา 4537/2531ฎีกา 5445/2554ฎีกา 184/2542ฎีกา 4182/2530ฎีกา 1161-1163/2487ฎีกา 2683/2522ฎีกา 3905/2533ฎีกา 5137/2550ฎีกา 999/2499ฎีกา 77/2490ฎีกา 787/2532ฎีกา 7246/2543ฎีกา 4418/2548ฎีกา 958/2518ฎีกา 1182/2494ฎีกา 1808/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา