⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 9800/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9800/2558

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การอุทธรณ์คำพิพากษาที่กำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายในอัตราที่ต่ำกว่าที่โจทก์เรียกมา ย่อมต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยได้เช่าจากโจทก์ที่ 2 ในอัตราค่าเช่าปีละ 200 บาท กับเรียกค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทอยู่นอกเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 1 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ แม้โจทก์ที่ 2 จะขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 10,000 บาท ซึ่งเท่ากับเป็นการกล่าวอ้างว่า ที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้เดือนละ 10,000 บาท ก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 100 บาท โจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงต้องถือว่าที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ย่อมต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง จำเลยอุทธรณ์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่นอกเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 1 เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยจึงไม่มีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกา ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง จำเลยร่วมไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยร่วมจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยพร้อมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดและขนย้ายทรัพย์สินบริวารออกจากที่ดินและบริเวณที่ดินริมตลิ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 688 ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 ในอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกจากที่ดินดังกล่าว จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยร่วมยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความ ขอให้ยกฟ้องและห้ามโจทก์ทั้งสองและบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินที่จำเลยครอบครองและทำประโยชน์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ระหว่างพิจารณา จำเลยและจำเลยร่วมขอสละประเด็นข้อต่อสู้ตามคำให้การทั้งหมด คงเหลือข้อต่อสู้เฉพาะประเด็นว่า จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทในฐานะบริวารของจำเลยร่วม จำเลยร่วมครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินซึ่งเป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน และอยู่นอกเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 1 โจทก์จึงไม่อาจนำมาให้เช่าได้ จำเลยร่วมไม่เคยยินยอมให้จำเลยไปทำสัญญาเช่ากับโจทก์ที่ 2 จำเลยเป็นเพียงผู้อาศัยสิทธิของจำเลยร่วม สัญญาเช่าเป็นโมฆะ โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 688 ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายอัตราเดือนละ 100 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยและจำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนด ค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสอง 6,000 บาท จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยได้เช่าจากโจทก์ที่ 2 ในอัตราค่าเช่าปีละ 200 บาท กับเรียกค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทอยู่นอกเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 1 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ แม้โจทก์ที่ 2 จะขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 10,000 บาท ซึ่งเท่ากับเป็นการกล่าวอ้างว่า ที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้เดือนละ 10,000 บาท ก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 100 บาท โจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงต้องถือว่าที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ย่อมต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง จำเลยอุทธรณ์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่นอกเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 1 เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยจึงไม่มีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาได้ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนจำเลยร่วมนั้นไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยร่วมมาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วม คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยและจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9800/2558 นางจำปี ยั่งยืน กับพวก โจทก์ นางประสม สุขสมัย จำเลย นางสาวบุญศรี สุขสมัย จำเลยร่วม

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางจำปี ยั่งยืน กับพวก · จำเลย - นางประสม สุขสมัย · จำเลยร่วม - นางสาวบุญศรี สุขสมัย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อดิเทพ ถิระวัฒน์ · โสฬส สุวรรณเนตร์ · นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ