⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1863/2560

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1863/2560

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำให้การของจำเลยที่อยู่ในเหตุการณ์และให้การด้วยตนเองในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา ถือเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้ตามดุลพินิจของศาล ไม่ใช่พยานบอกเล่า การนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ทำไปด้วยความสมัครใจ ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบกับพยานหลักฐานอื่นได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งให้การในชั้นสอบสวนเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และพบเห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง มิได้รับฟังมาจากผู้อื่น และจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาเบิกความในชั้นพิจารณาของศาลด้วยตนเอง ทั้งคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเหตุผลเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การไว้ด้วยความสมัครใจ จึงเป็นปัญหาดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน หาใช่กรณีเป็นปัญหาในเรื่องพยานบอกเล่าไม่ แม้บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 จะมีลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่จำเลยที่ 1 ก็ให้การรับว่า ได้ร่วมกับ พ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย จึงไม่ได้เป็นการปัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 2 แต่เพียงลำพังเท่านั้น แต่เป็นการให้การถึงเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1 ได้ประสบมายิ่งกว่าเป็นการปรักปรำจำเลยที่ 2 จึงรับฟังบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ อีกทั้งบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสาระสำคัญสอดคล้องกับที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การไว้ในฐานะพยาน ยิ่งทำให้บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีน้ำหนักให้รับฟังมากขึ้น และจำเลยที่ 2 ยังนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพโดยทำกริยาท่าทางที่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ไปดูบ้านของผู้ตายก่อนเกิดเหตุ ให้พนักงานสอบสวนถ่ายรูป และบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ซึ่งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 กระทำไปโดยไม่สมัครใจแต่อย่างใด จึงรับฟังการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมได้เช่นกัน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.84 ประมวลกฎหมายอาญา ม.289 ประมวลกฎหมายอาญา ม.371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.7 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.72

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 371, 32, 33, 83, 84, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลางทั้งหมด นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3217/2550 ของศาลจังหวัดเพชรบุรี จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา นางอำนวย ภริยาของนายสนิทหรือดุ่ย ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาเป็นผู้ใช้และร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลงโทษประหารชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน คำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืน ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร คงจำคุก 4 เดือน เมื่อลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษกระทงหลังมารวมเข้ากับโทษกระทงแรกได้อีก คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3217/2550 ของศาลจังหวัดเพชรบุรี ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืน ลูกกระสุนปืน ขนาด 9 มิลลิเมตร ซองหนังพกอาวุธปืน ปลอกกระสุนปืน รองลูกกระสุนปืน ลูกกระสุนปืนของกลาง ส่วนรถจักรยานยนต์ รถยนต์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่อง ของกลาง ให้คืนแก่เจ้าของ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 โจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดต่อชีวิต จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 84 วรรคสอง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายไพรินหรือหรั่ง ซึ่งถึงแก่ความตายแล้ว และจำเลยที่ 1 กับคนร้ายอีกหนึ่งคนร่วมกันใช้อาวุธปืนพก ขนาด 9 มิลลิเมตร ของกลาง ยิงนายสนิทหรือดุ่ย กำนันตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ผู้ตายหลายนัด จนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ไม่ได้ฎีกาอีกต่อไป คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้พิพากษาแก้ถือว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวด้วยนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า เมื่อร้อยตำรวจเอกนภนต์ เจ้าพนักงานตำรวจประจำกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 7 พยานโจทก์และโจทก์ร่วมได้รับแจ้งเหตุคดีนี้ ก็ดำเนินการสืบสวนจนทราบว่ากลุ่มคนร้ายที่ร่วมกันก่อเหตุคือจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก ซึ่งเป็นปกติวิสัยของเจ้าพนักงานตำรวจที่มีหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดจะต้องปฏิบัติเช่นนั้น และพยานปากนี้ยังเบิกความถึงขั้นตอนในการสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดไปตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ปราศจากพิรุธสงสัย นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมมีบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ซึ่งให้การว่า เมื่อต้นเดือนเมษายน 2555 จำเลยที่ 2 ใช้โทรศัพท์ติดต่อจำเลยที่ 1 ว่า มีงานยิงคนที่จังหวัดสุพรรณบุรี และขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า มาหาจำเลยที่ 1 ที่บ้านโดยบอกว่า รับงานมา 300,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธ ต่อมาประมาณกลางเดือนเมษายน 2555 จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์คันเดิมมาหาจำเลยที่ 1 และบอกว่าได้รับเงินเพิ่มเป็น 400,000 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ชวนนายไพรินหรือหรั่งให้ไปดูเป้าหมายที่จังหวัดสุพรรณบุรีด้วย แต่นายไพรินไปไม่ได้ จำเลยที่ 1 จึงนั่งรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ไปที่จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างทางจำเลยที่ 4 ขับรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไมตี้เอกซ์ สีนํ้าตาลเทา พาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปดูบ้านของผู้ตาย แล้วพากันกลับ ต่อมาจำเลยที่ 2 นำเงิน 40,000 บาท มามอบให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 แบ่งเงินให้นายไพริน 10,000 บาท วันที่ 28 เมษายน 2555 จำเลยที่ 2 ใช้โทรศัพท์แจ้งจำเลยที่ 1 ว่า จะมารับจำเลยที่ 1 ในวันเกิดเหตุเวลา 16 นาฬิกา เมื่อถึงเวลานัดหมาย จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์คันเดิมมารับจำเลยที่ 1 และนายไพรินแล้วเดินทางไปจังหวัดสุพรรณบุรี จำเลยที่ 4 ใช้โทรศัพท์นัดให้จำเลยที่ 2 ไปพบที่ร้านอาหารครัวกลางนาเมื่อพบกันแล้ว จำเลยที่ 4 พาจำเลยที่ 1 นั่งรถกระบะไปดูรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ ของผู้ตายซึ่งจอดอยู่ในวัดไผ่โรงวัว แล้วพากลับไปหาจำเลยที่ 2 และนายไพริน จากนั้นประมาณ 15 นาที จำเลยที่ 4 ใช้โทรศัพท์นัดหมายจำเลยที่ 2 ว่าจะนำรถจักรยานยนต์มามอบให้บริเวณทางเข้าร้านอาหารครัวกลางนา อีกประมาณ 10 นาที จำเลยที่ 4 ขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า สีส้มดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนมามอบให้ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายไพรินนั่งรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ไปดูรถยนต์ของผู้ตายอีก แล้วพากันกลับไปที่บริเวณจอดรถจักรยานยนต์ จำเลยที่ 1 นัดให้จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ไปรับบริเวณเลยซุ้มประตูทางออกถนนใหญ่ แล้วจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์พานายไพรินไปที่วัดที่เกิดเหตุ โดยจอดรถจักรยานยนต์รอห่างจากรถยนต์ของผู้ตายประมาณ 20 เมตร ต่อมาประมาณ 1 ชั่วโมง ผู้ตายเดินออกจากงาน จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ไปจอดรอบริเวณใกล้ประตูทางออก นายไพรินเดินปะปนไปกับคนที่มาร่วมงาน ขณะผู้ตายขับรถยนต์ออกไปบริเวณประตูที่ 2 นายไพรินใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย แล้ววิ่งมาขึ้นรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 ติดเครื่องยนต์รออยู่และขับหลบหนีไป นายไพรินใช้โทรศัพท์เรียกให้จำเลยที่ 2 มารับบริเวณเลยซุ้มประตู ส่วนจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ไปทิ้งในบ่อนํ้าซึ่งอยู่ในซอย แล้วออกไปขึ้นรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ที่ถนนใหญ่และกลับบ้านที่จังหวัดเพชรบุรี โดยจำเลยที่ 2 แวะส่งนายไพรินก่อนและขับรถไปส่งจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 2 มอบอาวุธปืนของกลางให้จำเลยที่ 1 วันที่ 1 พฤษภาคม 2555 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา จำเลยที่ 1 นำอาวุธปืนของกลางไปฝากไว้กับนายบุญยิ่งหรือแมวที่บ้านของนายบุญยิ่ง ส่วนเงินค่าจ้างอีก 170,000 บาท จำเลยที่ 2 โอนเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวณัฐฐิชา ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพระนครคีรี เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2555 ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้นางสาวณัฐฐิชาเบิกถอนเงินมามอบให้จำเลยที่ 1 ในวันเดียวกัน แล้วนำเงินไปแบ่งให้มารดาของนายไพริน 90,000 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจเชิญตัวจำเลยที่ 1 ไปสอบถามพื้นที่การใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 โดยในช่วงเช้าของวันเกิดเหตุ มีการใช้งานอยู่ที่อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ครั้นช่วงเย็นมีการใช้งานอยู่ที่บริเวณวัดไผ่โรงวัวที่เกิดเหตุ แต่หลังจากเวลา 21 นาฬิกา พื้นที่ใช้งานกลับไปอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี จำเลยที่ 1 จึงยอมรับสารภาพว่า เป็นคนร้ายที่ร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยรับว่า อาวุธปืนของกลางพร้อมกระสุนปืน 6 นัด เป็นของจำเลยที่ 1 วันเกิดเหตุมอบให้จำเลยที่ 2 เก็บไว้บริเวณประตูรถด้านคนขับ จำเลยที่ 2 เป็นผู้มอบอาวุธปืนของกลางให้นายไพรินนำไปยิงผู้ตายแล้วมอบคืนให้จำเลยที่ 2 และโจทก์กับโจทก์ร่วมมีคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ซึ่งให้การว่า เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2555 จำเลยที่ 3 ติดต่อให้จำเลยที่ 2 หามือปืนไปฆ่าผู้ตายโดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ใช้โทรศัพท์สอบถามจำเลยที่ 1 ซึ่งบอกว่า ขอดูก่อน หลังจากนั้นประมาณ 5 ถึง 6 วัน จำเลยที่ 1 ตกลง จำเลยที่ 2 จึงขับรถยนต์พาจำเลยที่ 1 ไปที่จังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อดูเส้นทางและบ้านของเป้าหมาย โดยจำเลยที่ 2 ใช้โทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 3 ซึ่งประสานงานให้จำเลยที่ 4 พาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปดูบ้านของผู้ตาย และตกลงรับงานฆ่าผู้ตายในราคา 400,000 บาท โดยตกลงให้จำเลยที่ 1 จัดหาอาวุธปืน ส่วนฝ่ายจำเลยที่ 4 จัดหายานพาหนะ แล้วจำเลยที่ 4 มอบเงินให้จำเลยที่ 2 จำนวน 40,000 บาท จำเลยที่ 2 เก็บไว้ 10,000 บาท และมอบให้จำเลยที่ 1 จำนวน 30,000 บาท จากนั้นประมาณ 3 ถึง 4 วัน จำเลยที่ 4 โอนเงินมาให้จำเลยที่ 2 อีก 80,000 บาท จำเลยที่ 2 เก็บไว้ 20,000 บาท อีก 60,000 บาท โอนให้จำเลยที่ 1 เข้าบัญชีเงินฝากที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเพชรบุรี วันเกิดเหตุ จำเลยที่ 4 ใช้โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ไปยิงผู้ตาย จำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายไพรินจึงไปพบจำเลยที่ 4 ที่สถานีบริการแก๊ส ทางไปวัดไผ่โรงวัวที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 4 เป็นผู้พาจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับนายไพรินไปดูรถยนต์ของผู้ตายที่วัดไผ่โรงวัว และเป็นผู้นำรถจักรยานยนต์มาใช้ก่อเหตุ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 รอจำเลยที่ 1 และนายไพรินอยู่ใกล้สถานีบริการแก๊ส หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ใช้โทรศัพท์แจ้งว่า งานเสร็จแล้วให้ไปรับเลยจากวัดที่เกิดเหตุไปประมาณ 1 กิโลเมตร แล้วพากันเดินทางกลับไปทางกรุงเทพมหานคร วันที่ 30 เมษายน 2555 จำเลยที่ 3 นัดหมายให้จำเลยที่ 2 ไปรับเงินค่าจ้างส่วนที่เหลืออีก 280,000 บาท จากจำเลยที่ 3 ที่ร้านอาหารคนกันเองในวันที่ 4 พฤษภาคม 2555 โดยจำเลยที่ 3 หักเงินไว้ 70,000 บาท เพื่อใช้หนี้ที่จำเลยที่ 2 ยืมจากจำเลยที่ 3 จำนวน 40,000 บาท และจำเลยที่ 4 หักไว้ 20,000 บาท ที่เหลืออีก 170,000 บาท จำเลยที่ 2 โอนให้จำเลยที่ 1 ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาด่านมะขามเตี้ย ไปยังบัญชีเงินฝากของนางสาวณัฐฐิชาที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพระนครคีรี ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การไว้ทันทีในวันที่ถูกจับกุม เชื่อว่าคงไม่ทันคิดไตร่ตรองหาข้อแก้ตัวในการต่อสู้คดีได้ทัน และจำเลยที่ 1 คงไม่ทันคิดช่วยเหลือหรือปรักปรำจำเลยที่ 2 นอกจากนี้บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังมีรายละเอียดต่าง ๆ ของพฤติการณ์ในคดีมากมาย และมีข้อเท็จจริงบางประการซึ่งอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ละคนโดยเฉพาะ เป็นการยากที่พนักงานสอบสวนจะปั้นแต่งข้อเท็จจริงขึ้นเองหากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ให้การไว้ และคำรับดังกล่าวยังเป็นคำรับที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เอง ทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การไว้ต่อหน้านายสิรภพหรือไพศาล ทนายความที่ร่วมฟังการสอบปากคำด้วย โดยโจทก์และโจทก์ร่วมมีนายสิรภพมาเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ในการสอบปากคำของพนักงานสอบสวนต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น พยานอยู่ด้วย และไม่เห็นมีการบังคับขู่เข็ญให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นพยานบอกเล่า และบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ยังเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งให้การในชั้นสอบสวนเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และพบเห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง มิได้รับฟังมาจากผู้อื่น และจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาเบิกความในชั้นพิจารณาของศาลด้วยตนเอง ทั้งคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเหตุผลเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การไว้ด้วยความสมัครใจดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น จึงเป็นปัญหาดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานหาใช่กรณีเป็นปัญหาในเรื่องพยานบอกเล่าไม่ และแม้บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 จะมีลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา แต่จำเลยที่ 1 ก็ให้การรับว่า ได้ร่วมกับนายไพริน ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย จึงไม่ได้เป็นการปัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 2 แต่เพียงลำพังเท่านั้น แต่เป็นการให้การถึงเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1 ได้ประสบมายิ่งกว่าเป็นการปรักปรำจำเลยที่ 2 จึงรับฟังบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ อีกทั้งบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสาระสำคัญสอดคล้องกับที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การไว้ในฐานะพยาน ยิ่งทำให้บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีน้ำหนักให้รับฟังมากขึ้น และจำเลยที่ 2 ยังนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพโดยทำกริยาท่าทาง ที่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ไปดูบ้านของผู้ตายก่อนเกิดเหตุ ให้พนักงานสอบสวนถ่ายรูป ซึ่งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 กระทำไปโดยไม่สมัครใจแต่อย่างใด จึงรับฟังการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมได้เช่นกัน นอกจากนั้นได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจเอกจิตตพล พนักงานบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) พยานโจทก์และโจทก์ร่วมอีกปากหนึ่งว่า พยานเป็นผู้ตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ตามที่พนักงานสอบสวนมีหนังสือขอให้ตรวจสอบ พบว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้จดทะเบียนผู้ใช้ มีการใช้โทรศัพท์ติดต่อไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 หลายครั้ง ที่จำเลยที่ 2 นำสืบกล่าวอ้างทำนองว่า ไม่ได้คบหากับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่ทราบหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นพิรุธและรับฟังไม่ได้ ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 มีการติดต่อกับจำเลยที่ 1 มาโดยตลอดตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุจนถึงวันเกิดเหตุและภายหลังเกิดเหตุ อีกทั้งโจทก์และโจทก์ร่วมมีนางสาววิภารัตน์ เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2555 จำเลยที่ 2 ขอร้องให้พยานนำเงิน 170,000 บาท ไปโอนเข้าบัญชีของนางสาวณัฐฐิชา พยานจึงไปที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาด่านมะขามเตี้ย และโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีของนางสาวณัฐฐิชาที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเพชรบุรี (ที่ถูก สาขาพระนครคีรี) สอดคล้องกับที่นางสาวณัฐฐิชา พยานโจทก์และโจทก์ร่วมอีกปากหนึ่งเบิกความว่า เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2555 เวลาตอนเย็น จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขอหมายเลขบัญชีของพยานที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพระนครคีรี จากพยาน โดยอ้างว่าจะมีเพื่อนของจำเลยที่ 1 โอนเงินเข้าบัญชีของพยาน วันถัดมามีการโอนเงิน 170,000 บาท เข้าบัญชีของพยาน และพยานไปถอนเงินจำนวนดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ไปในวันเดียวกัน ซึ่งเป็นพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยเฉพาะ สอดรับกับที่ได้ความจากบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นับเป็นพฤติการณ์ที่สนับสนุนให้พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่ยืนยันว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ที่ก่อให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายมีน้ำหนักให้รับฟังมากขึ้น และแม้โจทก์กับโจทก์ร่วมจะไม่มีพยานคนใดมายืนยันว่า เงิน 170,000 บาท ที่มีการโอนเข้าบัญชีของนางสาวณัฐฐิชานั้นจะเป็นเงินค่าอะไร และโอนเพื่ออะไรดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อนำข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานต่าง ๆ ของโจทก์และโจทก์ร่วมตลอดจนพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีมาประมวลเข้าด้วยกันแล้ว เชื่อได้ว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินค่าจ้างฆ่าผู้ตายส่วนที่เหลือที่จำเลยที่ 2 โอนให้จำเลยที่ 1 นั่นเอง ประกอบกับพยานโจทก์และโจทก์ร่วมล้วนไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน โดยเฉพาะร้อยตำรวจเอกนภนต์และพันตำรวจโทสุวิทย์ต่างก็เป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติการไปตามอำนาจหน้าที่ จึงไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยที่ 2 ที่จำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้โดยอ้างฐานที่อยู่นั้นเป็นเรื่องที่ง่ายต่อการกล่าวอ้าง และจำเลยที่ 2 ยังกล่าวอ้างเรื่องดังกล่าวขึ้นในภายหลัง ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมานั้นมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษา สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 เป็นปัญหาปลีกย่อย แม้วินิจฉัยไปก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1863/2560 พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี โจทก์ นางอำนวย โสมนัส โจทก์ร่วม นายสำรวยหรือรวยหรือผู้ใหญ่รวย โชคลาภ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี · โจทก์ร่วม - นางอำนวย โสมนัส · จำเลย - นายสำรวยหรือรวยหรือผู้ใหญ่รวย โชคลาภ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธนาพนธ์ ชวรุ่ง · ถมรัตน์ เลิศไพรวัน · สมจิตร์ ทองศรี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นายวัชระ เอี่ยมอธิคม · ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายวิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.2144/2559

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2522ฎีกา 9114/2552ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 2530/2527ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1270/2506ฎีกา 1875/2547ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1162/2508ฎีกา 3578/2531ฎีกา 2936/2543ฎีกา 1/2567ฎีกา 6675/2531ฎีกา 5957/2530ฎีกา 1189/2537ฎีกา 1386/2521ฎีกา 9368/2552ฎีกา 786/2519ฎีกา 2632/2529ฎีกา 47/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา