⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6278/2560

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6278/2560

กฎกระทรวง () ออกตามความในพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ม.51

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ทรัพย์สินที่ตกเป็นของแผ่นดินตามคำสั่งศาลแพ่ง แม้ยังไม่ถึงที่สุด ย่อมไม่อาจถูกยึดเพื่อการบังคับคดีได้

ย่อคำพิพากษา

แม้ขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ คดีของศาลแพ่งซึ่งมีคำสั่งให้ทรัพย์พิพาทตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ยังไม่ถึงที่สุดก็ตาม แต่ตราบใด ที่ยังไม่มีคำพิพากษาศาลสูงเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น คำสั่งของศาลแพ่งดังกล่าวย่อมมีผลอยู่ ดังนั้น นับแต่วันที่ศาลแพ่งมีคำสั่งเป็นต้นไปทรัพย์พิพาทจึงมิใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ทั้งทรัพย์สินของแผ่นดินย่อมไม่อาจยึดเพื่อการบังคับคดีไม่ว่าด้วยเหตุใดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1307 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

กฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ม.51 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.290

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.290 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 23,485,302.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 18,878,400.09 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ตกลงผ่อนชำระรายเดือน หากผิดนัดงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12858, 12855, 12445, 9026, 9027 และ 5138 ตำบลบางโพงพาง อำเภอยานนาวา (เมือง) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้จนครบ แล้วจำเลยทั้งสองผิดนัด โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาด ผู้ร้องยื่นคำร้องขอศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินที่โจทก์ยึดไว้หรือจากเงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ภายหลังที่ได้ชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ 6537/2546 ของศาลชั้นต้น โดยเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2546 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 41,750,234 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 37,096,133 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือนให้เสร็จสิ้นภายใน 5 ปี แต่จำเลยที่ 2 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ ผู้ร้องจึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 9 กันยายน 2548 ศาลแพ่งมีคำสั่งในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.58/2548 ให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 5138, 9026, 9027, 12445, 12855 และ 12858 ตำบลบางโพงพาง อำเภอยานนาวา (เมือง) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นทรัพย์พิพาท ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง โดยให้ผู้คัดค้านนำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดและนำเงินมาชำระหนี้จำนองแก่โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีนี้ คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2554 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2550 เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ส่วนเงินที่เหลือจากการขายทอดตลาด 26,100,651.80 บาท กรมบังคับคดีจ่ายให้แก่ผู้คัดค้าน หลังจากนั้นผู้คัดค้านส่งเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยให้กระทรวงการคลังเพื่อเป็นรายได้ของแผ่นดิน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.58/2548 ของศาลแพ่งจะยังไม่ถึงที่สุดก็ตาม แต่ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาศาลสูงเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น คำสั่งของศาลแพ่งที่ให้ทรัพย์พิพาทตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ในคดีดังกล่าวนั้นย่อมมีผลอยู่ ดังนี้ นับตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2548 ซึ่งเป็นวันที่ศาลแพ่งมีคำสั่งในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.58/2548 เป็นต้นไป ทรัพย์พิพาทจึงมิใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ลูกหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์วันที่ 12 พฤศจิกายน 2551 หลังจากที่ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ทรัพย์พิพาทตกเป็นของแผ่นดินแล้ว ทั้งทรัพย์สินของแผ่นดินย่อมไม่อาจยึดเพื่อการบังคับคดีไม่ว่าด้วยเหตุใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1307 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6278/2560 ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) โจทก์ นางมาลี วรลักษกิจ ผู้ร้อง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ผู้คัดค้าน บริษัทเพชรทองเยาวราชเจมส์ 41 จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) · ผู้ร้อง - นางมาลี วรลักษกิจ · ผู้คัดค้าน - สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน · จำเลย - บริษัทเพชรทองเยาวราชเจมส์ 41 จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เทพ อิงคสิทธิ์ · นิพนธ์ ใจสำราญ · ไมตรี สุเทพากุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายตุลยฤทธิ สมนึก · ศาลอุทธรณ์ - นายสุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.1158/2560

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1145/2494ฎีกา 609/2526ฎีกา 3808/2526ฎีกา 1990/2519ฎีกา 1623/2537ฎีกา 1776/2512ฎีกา 963-965/2510ฎีกา 6300/2552ฎีกา 1065/2505ฎีกา 5449/2531ฎีกา 591/2513ฎีกา 2842/2549ฎีกา 462/2507ฎีกา 553/2510ฎีกา 1254/2503ฎีกา 46/2535ฎีกา 3241/2532ฎีกา 544/2520ฎีกา 751/2516ฎีกา 1886/2538ฎีกา 3828/2534ฎีกา 1674/2505ฎีกา 2118/2558ฎีกา 1213/2510
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา