⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6816/2560

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6816/2560

ป.อาญา ม.83, 187, 350 · ป.วิ.อาญา ม.198

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การยื่นคำร้องขอให้รับรองอุทธรณ์และอุทธรณ์ที่ระบุว่า "ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบ" และ "ให้มาทราบคำสั่งทุก 7 วัน ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งโดยชอบแล้ว" จะมีผลให้ผู้ยื่นถือว่าทราบคำสั่งศาลนับแต่วันที่ยื่นคำร้องหรือวันที่ศาลมีคำสั่งในกรณีที่ศาลมิได้มีคำสั่งในวันยื่นนั้น

ย่อคำพิพากษา

แบบพิมพ์คำร้องขอให้รับรองอุทธรณ์และแบบพิมพ์ท้ายอุทธรณ์ของโจทก์มีข้อความว่า "ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบ" ซึ่งคำร้องและอุทธรณ์ดังกล่าวศาลมีคำสั่งในวันที่โจทก์ยื่น คือ วันที่ 1 เมษายน 2559 จึงต้องถือว่าโจทก์ทราบคำสั่งศาลในวันที่ยื่นแล้ว ส่วนที่ในคำร้องและอุทธรณ์มีข้อความเพิ่มเติมว่า "ให้มาทราบคำสั่งทุก 7 วัน ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งโดยชอบแล้ว" นั้น มีความหมายว่า หากศาลมิได้มีคำสั่งในวันยื่นนั้นเลย ให้เป็นหน้าที่ของผู้ยื่นต้องมาทราบคำสั่งทุก 7 วัน กรณีของโจทก์จึงต้องถือว่าได้ทราบคำสั่งศาลในวันยื่นคำร้องและอุทธรณ์แล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์มายื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในวันที่ 20 เมษายน 2559 จึงเป็นการยื่นเมื่อพ้นกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันทราบคำสั่ง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.198 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.187 ประมวลกฎหมายอาญา ม.350 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม.4

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.198 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.187 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.350 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187, 350, 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ พร้อมยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ ผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ข้อความที่ตัดสินนั้นไม่เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์ และไม่อนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ความว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เนื่องจากผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีไม่อนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงขอให้ส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์พร้อมอุทธรณ์ของโจทก์ไปยังศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นพ้นกำหนด แต่ให้รวบรวมส่งศาลอุทธรณ์โดยเร็ว ศาลอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2559 และตามแบบพิมพ์ท้ายอุทธรณ์มีข้อความว่า "รอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว" ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในวันนั้นเอง จึงถือว่าโจทก์ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นในวันนั้นแล้ว โจทก์จะต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ภายในสิบห้าวันนับแต่วันทราบคำสั่งศาลชั้นต้น คือ ภายในวันที่ 16 เมษายน 2559 แต่เนื่องจากวันดังกล่าวเป็นวันเสาร์อันเป็นวันหยุดราชการ โจทก์มีสิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในวันที่ 18 เมษายน 2559 ซึ่งเป็นวันเปิดทำการวันแรก เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในวันที่ 20 เมษายน 2559 จึงพ้นกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันทราบคำสั่งศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 โจทก์จะอ้างว่าทราบคำสั่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2559 เพื่อเป็นเหตุให้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเมื่อพ้นกำหนดดังกล่าวแล้วไม่ได้ คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกคำร้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์โดยวินิจฉัยว่ายื่นเมื่อพ้นกำหนดสิบห้าวันนับแต่ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2559 และยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในวันที่ 20 เมษายน 2559 จึงยังไม่พ้นกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง นั้น เห็นว่า ตามแบบพิมพ์คำร้องขอให้รับรองอุทธรณ์และแบบพิมพ์ท้ายอุทธรณ์ของโจทก์มีข้อความว่า "ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบ" ซึ่งคำร้องและอุทธรณ์ดังกล่าวศาลมีคำสั่งในวันที่โจทก์ยื่น คือ วันที่ 1 เมษายน 2559 จึงต้องถือว่าโจทก์ทราบคำสั่งศาลในวันที่ยื่นแล้ว ส่วนที่ในคำร้องและอุทธรณ์มีข้อความเพิ่มเติมว่า "ให้มาทราบคำสั่งทุก 7 วัน ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งโดยชอบแล้ว" นั้น มีความหมายว่า หากศาลมิได้มีคำสั่งในวันยื่นนั้นเลย ให้เป็นหน้าที่ของผู้ยื่นต้องมาทราบคำสั่งทุก 7 วัน กรณีของโจทก์จึงต้องถือว่าได้ทราบคำสั่งศาลในวันยื่นคำร้องและอุทธรณ์แล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์มายื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในวันที่ 20 เมษายน 2559 จึงเป็นการยื่นเมื่อพ้นกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันทราบคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งและให้ยกคำร้องของโจทก์จึงชอบแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6816/2560 นายสุรพล มาลาวาลย์ โจทก์ นางศิรินภา เลิศธนสาร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุรพล มาลาวาลย์ · จำเลย - นางศิรินภา เลิศธนสาร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ · ชัยยุทธ ศรีจำนงค์ · สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายวรวัฒน์ กุสลางกูรวัฒน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายอรรณพ วิทูรากร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.349/2560

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1955/2546ฎีกา 1093/2568ฎีกา 959/2531ฎีกา 1837/2531ฎีกา 13379/2555ฎีกา 3120/2559ฎีกา 1392/2564ฎีกา 2581/2548ฎีกา 21848/2555ฎีกา 20504/2556ฎีกา 6635/2551ฎีกา 8903/2553ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1270/2506ฎีกา 917/2564ฎีกา 6355/2544ฎีกา 4225/2559ฎีกา 647/2563ฎีกา 280/2505ฎีกา 3578/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา