⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2322-2323/2561

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2322-2323/2561

ป.อาญา ม.29, 30, 56 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้เสียหายจะขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ได้ ก็ต่อเมื่อผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้โดยตรง. หากจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและกระทำการละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายจะฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5.

ย่อคำพิพากษา

ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 กำหนดเงื่อนไขสำคัญว่า ผู้เสียหายที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้นั้น ผู้เสียหายต้องมีสิทธิที่จะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย จำเลยเป็นเจ้าพนักงานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ในขอบเขตแห่งการที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่ให้แก่มหาวิทยาลัย ร. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ จำเลยจึงได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 ที่บัญญัติว่า "หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดของเจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ในกรณีที่ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้" โดยผลของมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงไม่มีอำนาจฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้กระทำการในการปฏิบัติหน้าที่ได้ และย่อมส่งผลพลอยทำให้ผู้เสียหายจากการกระทำละเมิดเนื่องจากปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีสิทธิจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 การมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าเป็นโจทก์ร่วม กับสิทธิของโจทก์ร่วมในการยื่นคำร้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นหลักการคนละเรื่องกัน และแม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับคำร้องตามมาตรา 44/1 ของโจทก์ร่วมไว้พิจารณา โดยจำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้าน ก็หาตัดอำนาจศาลอุทธรณ์ที่จะยกปัญหาเรื่องอำนาจยื่นคำร้องขอตามมาตรา 44/1 ดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยไม่ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นอ้างได้ แม้ว่าจะมิได้ยกขึ้นมาว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ทั้งนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.44 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.137 ประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ประมวลกฎหมายอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายอาญา ม.162 ประมวลกฎหมายอาญา ม.326 ประมวลกฎหมายอาญา ม.328 พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม.5

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.44 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 157, 158 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างการพิจารณา นาย ป. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะความผิดตามประมวลอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 คิดเป็นค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดทั้งสิ้น 2,117,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,117,500 บาท นับถัดจากวันที่ 27 มิถุนายน 2556 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม จำเลยให้การขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท ขณะเกิดเหตุจำเลยรับราชการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยรามคำแหง และไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นับตั้งแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกคำร้องขอของโจทก์ร่วมโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ร่วมที่จะไปฟ้องหน่วยงานของรัฐใหม่ภายในอายุความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาโดยโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยมิได้ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นรับฟังได้เป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ศึกษาในระดับปริญญาโท สาขากฎหมายมหาชน โจทก์ร่วมลงทะเบียนเรียนวิชาบัณฑิตสัมมนาในกฎหมายมหาชน (LA 634) ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2548 ซึ่งมีอาจารย์ผู้บรรยาย 3 คน ประกอบด้วยศาสตราจารย์ ว. นาย ส. เป็นอาจารย์พิเศษ และจำเลยซึ่งเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัย หลังจากโจทก์ร่วมได้เข้าเรียนวิชาดังกล่าวและสอบไล่ปลายภาคแล้ว จำเลยได้รวมคะแนนดิบของอาจารย์พิเศษกับคะแนนดิบที่จำเลยให้แล้วประกาศผลการสอบวิชาดังกล่าวให้โจทก์ร่วมได้เกรด I โจทก์ร่วมจึงยื่นคำขอลงวันที่ 10 เมษายน 2549 ต่อผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์เพื่อขอตรวจดูคะแนน ผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ได้แจ้งศาสตราจารย์ ว. นาย ส. และจำเลยให้โจทก์ร่วมได้ตรวจดูคะแนน หลังจากนั้นโจทก์ร่วมมีหนังสือลงวันที่ 12 เมษายน 2549 และวันที่ 18 เมษายน 2549 อุทธรณ์ผลการสอบวิชาดังกล่าวต่อผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์และอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงตามลำดับ ต่อมาในการประชุมครั้งที่ 4/2549 ของคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2549 คณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์มีมติให้เรียกสมุดคำตอบและคะแนนดิบวิชาบัณฑิตสัมมนาในกฎหมายมหาชน (LA 634) ของโจทก์ร่วมจากอาจารย์ผู้สอนทั้งสามคนมาเพื่อเสนอที่ประชุมพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป และในการประชุมครั้งที่ 5/2549 เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 สำนักงานบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ได้รับคะแนนดิบจากศาสตราจารย์ ว. และนาย ส. โดยโจทก์ร่วมได้คะแนนของศาสตราจารย์ ว. 28 คะแนน และของนาย ส. 24 คะแนน รวม 52 คะแนน จากคะแนนเต็ม 66 คะแนน แต่ส่วนจำเลยไม่ส่งคะแนน เนื่องจากจำเลยแจ้งเหตุขัดข้อง สำนักงานบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์จึงไม่สามารถนำเสนอที่ประชุมได้ ที่ประชุมคณะกรรมการบัณฑิตศึกษา คณะนิติศาสตร์จึงมีมติให้จัดทำข้อมูลเสนอคณบดีคณะนิติศาสตร์เพื่อพิจารณาต่อไป ต่อมาจำเลยมีหนังสือที่ ศธ.0518.02/2398 ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2549 ถึงคณบดีคณะนิติศาสตร์ชี้แจงว่า สมุดคำตอบวิชาบัณฑิตสัมมนาในกฎหมายมหาชน (LA 634) ไม่ได้อยู่ในความครอบครองของจำเลยเนื่องจากจำเลยได้จัดส่งไปเก็บที่ห้องเก็บสมุดคำตอบตั้งแต่หลังการสอบและอยู่ระหว่างการค้นหา ส่วนต้นฉบับคะแนนดิบปะปนอยู่กับเอกสารอื่นจำนวนมากและอยู่ระหว่างการค้นหาเช่นกัน จำเลยแจ้งด้วยว่าโจทก์ร่วมเป็นบุคคลที่มีทัศนคติที่ไม่ดีต่ออาจารย์ผู้บรรยายและเห็นควรจัดให้โจทก์ร่วมสอบแก้ผลสอบที่ได้ I ในวิชาดังกล่าว คณบดีคณะนิติศาสตร์มีคำสั่งให้ผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์เสนอความเห็นในเรื่องดังกล่าว ต่อมาผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์มีหนังสือที่ ศธ. 0518.20/2790 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2549 รายงานคณบดีคณะนิติศาสตร์ว่าการที่จำเลยแจ้งข้อขัดข้องเกี่ยวกับการจัดส่งสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบวิชาบัณฑิตสัมมนาในกฎหมายมหาชน (LA 634) ของจำเลยไม่น่าจะอ้างได้เนื่องจากวิชาดังกล่าวจำเลยเพิ่งจะส่งผลสอบให้สำนักงานบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2549 และในการประชุมครั้งที่ 6/2549 เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2549 ผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า จากการตรวจหลักฐานเกี่ยวกับการให้คะแนนในวิชาบัณฑิตสัมมนาในกฎหมายมหาชน (LA 634) ในส่วนของศาสตราจารย์ ว. และนาย ส. มีนักศึกษาบางคนขาดสอบ บางคนไม่มีคะแนน (ศูนย์) แต่จำเลยซึ่งเป็นผู้รวมคะแนนทั้งหมดและเป็นผู้ตัดเกรดกลับให้นักศึกษาได้เกรดอื่นโดยไม่ติดเกรด I แตกต่างจากโจทก์ร่วมซึ่งมีคะแนนของอาจารย์ผู้บรรยายครบทุกคนกลับได้ผลสอบเท่ากับ I เพียงคนเดียว ต่อมาโจทก์ร่วมมีหนังสือถึงผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์แจ้งว่าโจทก์ร่วมไม่ประสงค์จะสอบแก้ผลการสอบที่ได้ I ในวิชาดังกล่าว แต่จะรอผลการพิจารณาอุทธรณ์และมีหนังสือลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2549 สอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับผลการพิจารณาอุทธรณ์พร้อมกับมีหนังสือถึงประธานกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการร้องเรียนกรณีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ที่ไม่ให้โจทก์ร่วมได้ดูคะแนนดิบและสมุดคำตอบที่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย แต่จำเลยได้มีหนังสือที่ ศธ.0518.02/ - ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 ขอให้อธิการบดีรามคำแหงดำเนินการทางวินัยแก่โจทก์ร่วมตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษา พ.ศ.2522 หลังจากนั้นจำเลยได้มีหนังสือที่ ศธ.1518.02 พิเศษ ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2549 ชี้แจงคณบดีคณะนิติศาสตร์ว่าโจทก์ร่วมได้คะแนนรวมในส่วนของจำเลย จำนวน 15 คะแนน แบ่งเป็นคะแนนเข้าชั้นเรียน 3 คะแนน จากคะแนนเต็ม 4 คะแนน คะแนนรายงานกลุ่ม 7 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน คะแนนสอบข้อเขียน 5 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน แต่เนื่องจากโจทก์ร่วมประพฤติตนก้าวร้าว ไม่เป็นสุภาพชน แสดงมารยาทที่ไม่ดีต่ออาจารย์ผู้สอนในชั้นเรียน ซึ่งเป็นการกระทำผิดวินัยนักศึกษา จึงอาศัยอำนาจตามข้อ 4 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 8 และข้อ 9 ของข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษา พ.ศ.2522 ประกอบหลักเกณฑ์การวัดผลหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตและหลักสูตรประกาศนียบัตรหักคะแนนโจทก์ร่วม 10 คะแนน ทำให้คะแนนของโจทก์ร่วมในส่วนของจำเลยเหลือเพียง 5 คะแนน เมื่อรวมกับคะแนนในส่วนของศาสตราจารย์ ว. และนาย ส. แล้ว โจทก์ร่วมจึงมีคะแนนรวม 57 คะแนน จำเลยจึงให้โจทก์ร่วมได้เกรด I ในวิชานี้ ฝ่ายโจทก์ร่วมเห็นว่าทางผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์และอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจนพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่โจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองคือประกาศผลสอบวิชาบัณฑิตสัมมนาในกฎหมายมหาชน (LA 634) ที่ให้โจทก์ร่วมได้เกรด I เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2549 โจทก์ร่วมจึงฟ้องมหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง คณบดีคณะนิติศาสตร์ ผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ จำเลย และคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ต่อศาลปกครองกลาง โดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองคือ ประกาศผลสอบของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ในวิชาบัณฑิตสัมมนาในกฎหมายมหาชน (LA 634) ในส่วนที่จำเลยให้เกรดโจทก์ร่วมเท่ากับ I ออกจากทะเบียนบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์และคำขออื่นๆ ซึ่งผู้ถูกฟ้องทั้งหมดให้การต่อสู้คดี โดยทางคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหงยอมตกลงว่าระหว่างรอทราบผลคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลปกครองกลางจะไม่ถือว่าโจทก์ร่วมขาดสอบและไม่กรอกเกรด W ให้โจทก์ร่วม ต่อมาเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2549 โจทก์ร่วมได้ทราบข้อความในหนังสือลงวันที่ 16 สิงหาคม 2549 ที่จำเลยชี้แจงคณบดีคณะนิติศาสตร์ว่ามีข้อความหมิ่นประมาทและดูหมิ่นซึ่งน่าทำให้โจทก์ร่วมเสียชื่อเสียง โจทก์ร่วมจึงไปร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในวันที่ 17 ตุลาคม 2549 ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 162 (1), 326 และ 328 ต่อมาเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 ศาลปกครองกลางพิพากษาให้โจทก์ร่วมชนะคดีบางส่วนโดยให้เพิกถอนประกาศของมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่จัดทำโดยจำเลยในส่วนที่ให้ผลการสอบของโจทก์ร่วมในวิชาบัณฑิตสัมมนาในกฎหมายมหาชน (LA 634) ภาค 1 ปีการศึกษา 2548 เท่ากับ I ออกจากทะเบียนบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงและให้มหาวิทยาลัยรามคำแหง อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง และจำเลยดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด คำขออื่นให้ยก เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2553 โจทก์ร่วมไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อสอบสวนพยานเพิ่มเติมและร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 158 พนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์แล้วดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาดังกล่าว ชั้นสอบสวน จำเลยไปพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 ให้การปฏิเสธ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2556 ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดให้คู่ความที่มาศาลฟัง โดยศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืน พิเคราะห์แล้ว เห็นควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ก่อนว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสียหรือทำให้สูญหายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์หรือเอกสารใดอันเป็นหน้าที่ของตนที่จะปกครองหรือรักษาไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีศาสตราจารย์ ส. ผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์และรองอธิการบดีฝ่ายนิติการ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งทำหน้าที่ดูแลการเรียนการสอนในระดับบัณฑิตศึกษา เบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุ โจทก์ร่วมเคยขึ้นมาหาพยานที่ห้องทำงานแจ้งว่าเพิ่งมีเหตุกับจำเลยในห้องเรียน พยานบอกแก่โจทก์ร่วมว่าการจะสอบได้หรือสอบตกไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเหตุในห้องเรียน แต่ขึ้นอยู่กับการทำข้อสอบข้อเขียนและบอกให้โจทก์ร่วมกลับไป ต่อมาพยานทราบว่าโจทก์ร่วมได้เกรด I ในวิชาของจำเลยอยู่เพียงคนเดียวซึ่งถือว่าสอบตก ครั้นโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอต่อสำนักงานบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์เพื่อขอดูคะแนน จึงมีการนำเรื่องเข้าที่ประชุมครั้งที่ 4/2549 ของคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์เป็นวาระที่ 8 ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติแจ้งไปยังจำเลยและอาจารย์อีก 2 คน ที่ร่วมกันสอนในวิชาดังกล่าวให้ส่งคะแนนดิบและสมุดคำตอบของโจทก์ร่วม ภายในวันที่ 7 มิถุนายน 2549 เพื่อจะได้นำเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ได้พิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป ต่อมาในการประชุมครั้งที่ 5/2549 ได้มีการพิจารณาเรื่องที่โจทก์ร่วมขอถ่ายสำเนาบัญชีรายชื่อนักศึกษาที่เข้าเรียนวิชา LA 634 ที่ประชุมพิจารณาแล้ว มีมติให้จัดทำข้อมูลเสนอคณบดีคณะนิติศาสตร์เพื่อพิจารณาต่อไป พยานได้มีหนังสือถึงอาจารย์ผู้สอนซึ่งรวมถึงจำเลยด้วย ให้แสดงสมุดคำตอบและคะแนนดิบในวิชาดังกล่าวเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ภายในวันที่ 7 มิถุนายน 2549 แต่จำเลยไม่ส่งสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบให้ ดังนั้น ในการประชุมครั้งที่ 6/2549 ของคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์จึงมีการลงมติและลงความเห็นกันว่า การที่จำเลยแจ้งข้อขัดข้องอ้างว่าอยู่ในระหว่างการค้นหาสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบ ทั้งๆที่พ้นกำหนดระยะเวลาตามที่คณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์กำหนดให้จัดส่งนั้น ไม่น่าจะอ้างได้ เพราะว่าวิชานี้จำเลยเพิ่งจะส่งผลสอบให้บัณฑิตศึกษาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2549 ส่วนอาจารย์ผู้รับผิดชอบวิชาเดียวกันนี้อีก 2 คน ได้ส่งให้คณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์เป็นที่เรียบร้อยนานแล้ว พยานจึงแจ้งเรื่องของมติและความเห็นดังกล่าวให้คณบดีคณะนิติศาสตร์ทราบด้วย ดังนี้ เห็นว่า ศาสตราจารย์ ส. เป็นผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ มีหน้าที่ดูแลการเรียนการสอนในระดับบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์โดยตรง และเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงตามหน้าที่ราชการที่พยานได้ปฏิบัติมาอย่างสมเหตุสมผลและทุกขั้นตอนของการปฏิบัติหน้าที่ตามคำเบิกความของพยานก็มีเอกสารเป็นพยานหลักฐานสนับสนุน คำเบิกความของศาสตราจารย์ ส. จึงมีเหตุผลน่าเชื่อถือ ที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาโต้แย้งว่า ตามเอกสารแนบท้ายฎีกาหมายเลข 3 ซึ่งเป็นบันทึกข้อความลงวันที่ 24 เมษายน 2559 และลงวันที่ 13 กันยายน 2559 ระบุตำแหน่งและชื่อพยานว่า "รองศาสตราจารย์ ส. ประธานคณะกรรมการบริหาร โครงการหลักสูตรนิติศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติจังหวัดอำนาจเจริญ" นั้น ขัดแย้งกับคำเบิกความของพยานลงวันที่ 13 สิงหาคม 2557 ที่ระบุตำแหน่งและชื่อของพยานว่า "ศาสตราจารย์ ส." จึงตั้งข้อสังเกตว่าพยานจะใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์ในการเบิกความต่อศาลเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือทั้งๆที่ในความเป็นจริงพยานมีตำแหน่งแค่รองศาสตราจารย์นั้น เห็นว่า การที่ตามข้อเท็จจริงที่ว่า นาง ส. พยานจะมีตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์หรือรองศาสตราจารย์นั้น หาใช่สาระสำคัญของน้ำหนักคำพยานไม่ เพราะข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังคำพยานปากนี้ มิใช่เหตุผลหรือความเห็นในเชิงวิชาการ หากแต่เป็นข้อเท็จจริงที่พยานได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นมาด้วยตนเองโดยตรง เมื่อไม่ปรากฏว่าพยานเคยมีสาเหตุโกรธเคืองอะไรกับจำเลยมาก่อน อีกทั้งเป็นการเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงตามหน้าที่ที่พยานได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมีพยานเอกสารสนับสนุนทุกขั้นตอน จึงเป็นพยานบุคคลที่มีน้ำหนักและคุณค่าอันควรแก่การรับฟัง ยิ่งกว่านั้น พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบยังได้ความสนับสนุนคำเบิกความของศาสตราจารย์ ส. อีกว่า โจทก์ร่วมได้มีหนังสือถึงประธานกรรมการข้อมูลข่าวสารของทางราชการ กรณีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ที่ไม่ยอมให้โจทก์ร่วมดูคะแนนดิบ และสมุดคำตอบที่อยู่ในความรับผิดชอบ ซึ่งคณะอนุกรรมการข้อมูลข่าวสารพิจารณาแล้ว ได้สรุปผลการพิจารณาวินิจฉัยไว้ในรายงานการประชุมครั้งที่ 197 - 32/2549 วันที่ 17 สิงหาคม 2549 ว่า กรณีร้องเรียนเรื่องนี้ เนื่องจากกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ได้กำหนดให้หน่วยงานจะต้องจัดเก็บข้อมูลอย่างมีระบบและสามารถค้นหาได้ง่าย การที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงแจ้งผู้ร้อง (โจทก์ร่วม) โดยให้เหตุผลว่า สมุดคำตอบได้ค้นหาแล้วไม่พบนั้น เป็นการไม่ถูกต้อง ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าเป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้องตรงตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง จำเลยเป็นรองศาสตราจารย์สอนวิชาบัณฑิตสัมมนาในกฎหมายมหาชน ย่อมทราบถึงภาระหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐตามกฎหมายดังกล่าวได้เป็นอย่างดี แต่หาได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามบทกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการไม่ เพราะเมื่อโจทก์ร่วมใช้สิทธิขอดูคะแนนดิบในสมุดคำตอบ จำเลยกลับมีพฤติการณ์บ่ายเบี่ยงไม่ยอมส่งสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบให้ จึงเจือสมกับมติของคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ในคราวประชุมครั้งที่ 6/2549 ว่า ข้ออ้างของจำเลยที่อ้างว่าอยู่ในระหว่างการค้นหาสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบนั้น จำเลยไม่น่าจะอ้างได้ เพราะวิชานี้จำเลยเพิ่งส่งผลสอบให้บัณฑิตศึกษามาไม่นาน พฤติการณ์แห่งคดีตามพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมดังที่ได้วินิจฉัยมาโดยลำดับ จึงมีเหตุผลเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันรับฟังเชื่อถือได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายซึ่งสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบ อันเป็นเอกสารใดซึ่งเป็นหน้าที่ของตนที่จะปกครองหรือรักษาไว้ หรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำเช่นนั้น จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 ตามฟ้องโจทก์จริง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหานี้หรือไม่แล้วยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง และพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหานี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยกล่าวอ้างโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในประเด็นสำคัญว่า หลักเกณฑ์การวัดผลนิติศาสตรมหาบัณฑิตตามเอกสารหมาย จ.39 ที่ศาลอุทธรณ์นำมาวินิจฉัยความผิดของจำเลยเป็นหลักเกณฑ์ใหม่ แต่ในขณะเกิดเหตุจำเลยปฏิบัติตามเอกสารหมาย จ.40 ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้วัดผลอยู่ในขณะนั้น โดยหลักเกณฑ์การวัดผลตามเอกสารหมาย จ.39 และ จ.40 มีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในสาระสำคัญ คือ หลักเกณฑ์การวัดผลตามเอกสารหมาย จ.40 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุที่จำเลยใช้ปฏิบัตินั้น มีการวางหลักเกณฑ์การวัดผลที่สำคัญระบุว่า "วิชาใดที่มีอาจารย์ตรวจสมุดคำตอบมากกว่า 1 ท่าน ขอความกรุณาอาจารย์ให้เป็นคะแนนดิบก่อน (คะแนนดิบนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามดุลพินิจของอาจารย์แต่ละวิชา) และนำมารวมกันจึงตัดเกรดเป็นตัวอักษร" แต่หลักเกณฑ์การวัดผลตามเอกสารหมาย จ.39 ที่แก้ไขใหม่ได้ตัดข้อความในวงเล็บที่ว่าคะแนนดิบนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามดุลพินิจของอาจารย์แต่ละวิชาออกไป เมื่อขณะเกิดเหตุเป็นช่วงระยะเวลาที่ใช้หลักเกณฑ์การวัดผลเก่าตามเอกสารหมาย จ.40 แต่ศาลอุทธรณ์กลับนำหลักเกณฑ์การวัดผลใหม่ตามเอกสารหมาย จ.39 มาปรับบทวินิจฉัยคดีว่าจำเลยกระทำผิดจึงเป็นการไม่ชอบ โดยอ้างเหตุผลในเชิงวิชาการโต้แย้งไว้ตอนหนึ่งด้วยว่า "การที่จำเลยใช้ดุลพินิจหักคะแนนโจทก์ร่วมตามกรณีพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการกระทำทางปกครอง เป็นการใช้อำนาจตามหลักการของกฎหมายมหาชนซึ่งมีหลักการสำคัญว่า "ถ้าไม่มีกฎหมายให้อำนาจ เจ้าหน้าที่ของรัฐจะกระทำไม่ได้" ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้มีหลักเกณฑ์การวัดผลหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตและหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต ตามเอกสารหมาย จ.40 ที่มีผลใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุคดีนี้ ได้หมายเหตุกำหนดให้อำนาจดุลพินิจแก่อาจารย์ผู้สอนหรืออาจารย์ประจำวิชาในการที่จะใช้อำนาจดุลพินิจเปลี่ยนแปลงปรับลดหรือหักคะแนนนักศึกษาซึ่งเป็นลูกศิษย์ได้ ดังปรากฏตามบทบัญญัติในหมายเหตุตอนท้ายของเอกสารหมาย จ.40 ว่า "วิชาใดที่มีอาจารย์ตรวจสมุดคำตอบมากกว่า 1 ท่าน ขอความกรุณาให้อาจารย์ให้เป็นคะแนนดิบก่อน (คะแนนดิบนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามดุลพินิจของอาจารย์แต่ละวิชา) แล้วนำมารวมกันจึงตัดเกรดเป็นตัวอักษร" โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้ไม่ได้กำหนดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบให้อาจารย์เปลี่ยนแปลงคะแนนดิบได้เป็นกรณีใดบ้าง จึงถือได้ว่าการเปลี่ยนแปลงคะแนนดิบเป็นดุลพินิจของอาจารย์" เห็นว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นจำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมโดยให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่า "...ข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษา พ.ศ.2522 ซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดเหตุคดีนี้ได้กำหนดไว้ในข้อ 9 ว่า นักศึกษาผู้ใดที่ฝ่าฝืนข้อบังคับได้ชื่อว่า กระทำผิดวินัย ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาจารย์ อาจารย์พิเศษ เลขานุการคณะหรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมีอำนาจเรียกตัวมาตักเตือน หรือจะแจ้งให้คณบดีตักเตือนหรือตำหนิโทษเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ ถ้าการกระทำผิดวินัยเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้คณบดีนำเสนออธิการบดีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการที่ปรึกษาสภามหาวิทยาลัย ซึ่งมีอำนาจกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดโดยงดตรวจกระดาษคำตอบกระบวนวิชาหรือทุกกระบวนวิชาและในทะเบียนเรียน ให้ถือเป็นสอบตกในภาคการศึกษาที่ถูกลงโทษนั้น และอาจห้ามลงทะเบียนเรียนต่อไปอีก 2 ภาคการศึกษา ซึ่งอาจจะเป็นภาคการศึกษาปกติหรือภาคฤดูร้อนก็ได้ ถ้าเป็นการกระทำผิดซ้ำกับกรณีความผิดที่ได้เคยถูกลงโทษมาแล้ว ให้ลงโทษในขั้นที่หนักกว่าเดิมตามที่เห็นสมควร ส่วนหลักเกณฑ์การวัดผลหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตตามเอกสารหมาย จ.39 และ จ.40 เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การวัดผลและประเมินผลของกระบวนวิชาโดยใช้อักษรระดับคะแนน โดยมีการกำหนดอักษรระดับคะแนน แต้มระดับคะแนนต่อ 1 หน่วยกิต ความหมายและคะแนนดิบ โดยมีหมายเหตุในตอนท้ายของเอกสารหมาย จ.40 ว่า วิชาใดที่มีอาจารย์ตรวจสมุดคำตอบมากกว่า 1 ท่าน ขอความกรุณาอาจารย์ให้เป็นคะแนนดิบก่อน (คะแนนดิบนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามดุลพินิจของอาจารย์แต่ละวิชา) แล้วนำมารวมกันจึงตัดเกรดเป็นตัวอักษร เมื่อพิจารณาถ้อยคำในข้อบังคับดังกล่าวข้างต้นแล้วจะเห็นได้ว่า หากจำเลยเห็นว่าโจทก์ร่วมมีพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่ประพฤติตนเป็นสุภาพชน ไม่ให้เกียรติสถาบันและใช้กิริยาวาจาลบหลู่ผู้สอนตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษา พ.ศ.2522 ข้อ 4 ข้อ 6 และ ข้อ 8 อันเป็นการกระทำผิดวินัยแล้ว จำเลยคงมีอำนาจเรียกตัวมาตักเตือนหรือจะแจ้งให้คณบดีตักเตือนหรือตำหนิโทษเป็นลายลักษณ์อักษรได้เท่านั้น จำเลยไม่มีอำนาจลงโทษโจทก์ร่วมด้วยการหักคะแนนโจทก์ร่วมโดยอาศัยข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษาดังกล่าวได้แต่อย่างใด ซึ่งในเรื่องที่จำเลยเห็นว่าโจทก์ร่วมกระทำผิดวินัยจำเลยก็ได้ปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ 9 ด้วยการตักเตือนโจทก์ร่วมในห้องบรรยาย ทั้งต่อมาจำเลยมีหนังสือถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงผ่านคณบดีคณะนิติศาสตร์ว่าการกระทำของโจทก์ร่วมในชั้นเรียนเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ขอให้พิจารณาดำเนินการแก่โจทก์ร่วมตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษา พ.ศ.2522 อันเป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยทราบวิธีการลงโทษนักศึกษาที่กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงดีอยู่ว่าจะต้องกระทำอย่างใดบ้าง ที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยมีสิทธิพิจารณาหักคะแนนโจทก์ร่วมโดยอาศัยหลักเกณฑ์การวัดผลตามเอกสารหมาย จ.40 ซึ่งให้อำนาจอาจารย์ผู้สอนในการพิจารณาตัดเกรดและใช้ดุลพินิจในการปรับปรุงเพิ่มหรือลดคะแนนอันเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้ในขณะเกิดเหตุเพื่อสั่งสอนนักศึกษาที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม โดยมีรองศาสตราจารย์ ป. รองศาสตราจารย์ ม. รองศาสตราจารย์ ภ. มาเบิกความสนับสนุนนั้น ขัดแย้งกับข้อบังคับของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษา พ.ศ.2522 และหลักเกณฑ์การวัดผลและวิธีการวัดผลหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตตามเอกสารหมาย จ.39 และ จ.40 โดยสิ้นเชิง พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมในข้อนี้ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157..." ตามเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ในประเด็นที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมนั้น ศาลอุทธรณ์มิได้นำหลักเกณฑ์การวัดผลหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตเอกสารหมาย จ.39 ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นใหม่ภายหลังเกิดเหตุมาอ้างเป็นเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยดังที่จำเลยเข้าใจคลาดเคลื่อนและยกขึ้นกล่าวอ้างโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แต่อย่างใด เพราะศาลอุทธรณ์ใช้ข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษา พ.ศ.2522 วินิจฉัยไว้ชัดเจนว่า ตามข้อบังคับดังกล่าว หากจำเลยเห็นว่าโจทก์ร่วมมีพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่ประพฤติตนเป็นสุภาพชน ไม่ให้เกียรติสถาบันและใช้กิริยาวาจาลบหลู่ผู้สอน จำเลยเพียงมีอำนาจเรียกตัวโจทก์ร่วมมาตักเตือนหรือจะแจ้งให้คณบดีตักเตือนหรือตำหนิโทษเป็นลายลักษณ์อักษรได้เท่านั้น กับวินิจฉัยตามข้ออุทธรณ์ของจำเลยไว้ชัดเจนด้วยว่า ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยมีสิทธิพิจารณาหักคะแนนโจทก์ร่วมโดยอาศัยหลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 ซึ่งให้อำนาจผู้สอนในการพิจารณาตัดเกรดและใช้ดุลพินิจในการปรับเพิ่มหรือลดคะแนนอันเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้ในขณะเกิดเหตุ เพื่อสั่งสอนนักศึกษาที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม โดยอ้างพยานบุคคลหลายคนมาเบิกความสนับสนุนนั้น ขัดแย้งกับข้อบังคับของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษา พ.ศ.2522 และหลักเกณฑ์การวัดผลและวิธีการวัดผลหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตตามเอกสารหมาย จ.39 และ จ.40 โดยสิ้นเชิง ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย เพราะการประพฤติตนไม่เหมาะสมของนักศึกษาเป็นเรื่องวินัยนักศึกษาซึ่งต้องบังคับตามข้อบังคับฉบับดังกล่าว ส่วนหลักเกณฑ์การวัดผลตามเอกสารหมาย จ.39 และ จ.40 เป็นหลักเกณฑ์การวัดและประเมินผลของกระบวนวิชาที่นักศึกษาสอบไล่ ดังนั้น แม้จะต้องใช้หลักเกณฑ์การวัดผลตามเอกสารหมาย จ.40 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุดังที่จำเลยพยายามกล่าวอ้าง และหลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 กำหนดให้อาจารย์ผู้ตรวจสมุดคำตอบมีดุลพินิจที่จะเปลี่ยนแปลงคะแนนดิบได้ก็ตาม โจทก์ร่วมก็ไม่ชอบที่จะใช้ดุลพินิจตามหลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 มาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาหักคะแนนนักศึกษาที่กระทำผิดวินัยได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนที่จำเลยอ้างเหตุผลโต้แย้งในเชิงวิชาการว่า การใช้ดุลพินิจหักคะแนนโจทก์ร่วมเป็นการกระทำทางปกครอง เป็นการใช้อำนาจตามหลักการของกฎหมายมหาชน และจำเลยใช้อำนาจตามหลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 ซึ่งให้อำนาจจำเลยในฐานะผู้สอนที่จะใช้ดุลพินิจเปลี่ยนแปลงปรับลดหรือหักคะแนนนักศึกษาซึ่งเป็นลูกศิษย์ได้ นั้น เห็นว่า หลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 ที่มีหมายเหตุกำหนดว่า "วิชาใดที่มีอาจารย์ตรวจสมุดคำตอบมากกว่า 1 ท่าน ขอความกรุณาอาจารย์ให้เป็นคะแนนดิบก่อน (คะแนนดิบนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามดุลพินิจของอาจารย์แต่ละวิชา) แล้วนำมารวมกันจึงตัดเกรดเป็นตัวอักษร" เป็นหมายเหตุในข้อความตอนท้ายของหลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 ซึ่งมีข้อความตอนต้นวางหลักเกณฑ์การวัดผลและประเมินผลของกระบวนวิชาที่มีการสอบไล่ โดยใช้อักษรระดับคะแนน (Letter grade) ดังนั้น แม้หลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 จะมิได้กำหนดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบให้อาจารย์ผู้สอนเปลี่ยนแปลงคะแนนดิบได้ในกรณีใดบ้าง ดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาก็ตาม แต่ขอบเขตของการใช้ดุลพินิจก็คงจำต้องอยู่เพียงเฉพาะเพื่อการวัดผลและประเมินผลการสอบไล่ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับวินัยของนักศึกษาที่ต้องบังคับตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษา พ.ศ.2522 ซึ่งนอกจากจะมีข้อบังคับให้นักศึกษาต้องปฏิบัติและประพฤติตนอยู่ในกรอบของคุณธรรมและจริยธรรมอยู่ในข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 และข้อ 8 แล้ว ยังมีความในข้อ 9 กำหนดกระบวนการบังคับใช้ข้อบังคับด้วยว่า "...หากนักศึกษาผู้ใดฝ่าฝืน ได้ชื่อว่ากระทำผิดวินัย ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาจารย์ อาจารย์พิเศษ เลขานุการคณะ หรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมีอำนาจเรียกตัวมาตักเตือน หรือจะแจ้งให้คณบดีตักเตือนหรือตำหนิโทษเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้" ถ้าการกระทำผิดวินัยนั้น เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้คณบดีนำเสนออธิการบดี โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการที่ปรึกษาของสภามหาวิทยาลัยซึ่งมีอำนาจกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ 1. ให้งดตรวจกระดาษคำตอบบางกระบวนวิชาหรือทุกกระบวนวิชา และในทะเบียนเรียนให้ถือเป็นสอบตกในภาคการศึกษาที่ถูกลงโทษนั้น และอาจห้ามลงทะเบียนเรียนต่อไปอีก 2 ภาคการศึกษา ซึ่งอาจจะเป็นภาคการศึกษาปกติหรือภาคฤดูร้อนก็ได้ ถ้าเป็นการกระทำผิดซ้ำกับกรณีความผิดที่ได้เคยถูกลงโทษมาแล้ว ให้ลงโทษขั้นที่หนักกว่าเดิมตามที่เห็นสมควร 2. สั่งลบชื่อออกจากทะเบียนนักศึกษาแล้วรายงานให้สภามหาวิทยาลัยทราบ ยิ่งกว่านั้น ตามข้อบังคับฯ ข้อ 10 ยังกำหนดหลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์การลงโทษทางวินัยด้วยว่า "นักศึกษาที่ถูกลงโทษทางวินัย อาจยื่นอุทธรณ์การลงโทษนั้นต่ออธิการบดีก็ได้ เมื่ออธิการบดีได้รับคำร้องอุทธรณ์แล้วให้เสนอสภามหาวิทยาลัยพิจารณา สภามหาวิทยาลัยอาจสั่งเปลี่ยนแปลงแก้ไข ยืนตามคำสั่งเดิม หรือยกเลิกคำสั่งนั้นเสียได้" ตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยรามคำแหงฯ ดังกล่าว จะเห็นว่า ข้อกล่าวหาว่าโจทก์ร่วมมีพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่ประพฤติตนเป็นสุภาพชน ไม่ให้เกียรติสถาบัน และใช้กิริยาวาจาลบหลู่ผู้สอน นั้น เป็นเรื่องกล่าวหาว่า โจทก์ร่วมกระทำผิดวินัยนักศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงและโจทก์ร่วมผู้ถูกกล่าวหา อาจมีข้อโต้แย้งว่ามิได้กระทำการดังที่จำเลยกล่าวหาก็ได้ ดังนั้น ข้อบังคับของมหาวิทยาลัยฯ ข้อ 9 จึงจำเป็นต้องกำหนดให้มีกระบวนการดำเนินการทางวินัยตามลำดับขั้นตอน และการลงโทษตามโทษานุโทษแห่งความผิดวินัยที่นักศึกษาได้กระทำไป กับมีกระบวนอุทธรณ์และวิธีพิจารณาอุทธรณ์เพื่อให้สิทธิแก่นักศึกษาผู้ถูกลงโทษได้ใช้สิทธิอุทธรณ์การลงโทษต่อสภามหาวิทยาลัยตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยฯ ข้อ 10 ได้อีกด้วย จึงแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับหลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 ที่กำหนดให้อาจารย์ผู้ตรวจคำตอบสามารเปลี่ยนแปลงคะแนนดิบได้ตามดุลพินิจของอาจารย์แต่ละวิชา เพราะการวัดผลเป็นการประเมินผลการสอบของนักศึกษา อาจารย์ผู้สอนย่อมมีเสรีภาพทางวิชาการที่จะพิจารณาให้คะแนนดิบ แต่ก่อนตัดเกรดเป็นตัวอักษร หลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 จึงกำหนดหมายเหตุให้อาจารย์ผู้สอนสามารถเปลี่ยนแปลงคะแนนดิบได้ตามดุลพินิจ แต่ดุลพินิจเปลี่ยนแปลงคะแนนดิบเช่นว่านี้ ย่อมมีขอบเขตเพียงข้อพิจารณาจากผลการสอบของนักศึกษาเพื่อการวัดผลและประเมินผลการสอบของนักศึกษาเท่านั้น อาจารย์ผู้สอนหามีอำนาจนำพฤติการณ์ก้าวร้าว ไม่ประพฤติตนเป็นสุภาพชน ไม่ให้เกียรติสถาบัน และการใช้กิริยาวาจาลบหลู่ผู้สอน อันเป็นความผิดทางวินัยของนักศึกษาตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยฯ มาใช้เป็นข้อพิจารณาประกอบดุลพินิจเพื่อเปลี่ยนแปลงคะแนนดิบได้ และข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อจำเลยเห็นว่าโจทก์ร่วมกระทำผิดวินัยนักศึกษา จำเลยก็ได้ใช้อำนาจตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยฯ ข้อ 9 ตักเตือนโจทก์ร่วมในห้องบรรยาย อีกทั้งจำเลยได้ตอบโจทก์ร่วมที่ขออนุญาตศาลถาม ยอมรับว่า จำเลยได้ทำบันทึกข้อความที่ ศธ.0518.02/พิเศษ ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2549 ถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงผ่านคณบดีคณะนิติศาสตร์กล่าวหาว่าโจทก์ร่วมกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ขอให้พิจารณาดำเนินการแก่โจทก์ร่วมตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยฯ เช่นว่านั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งแยกต่างหากด้วย อันเป็นข้อบ่งชี้ชัดแจ้งว่า จำเลยทราบดีอยู่แล้วเกี่ยวกับกระบวนการดำเนินการทางวินัยนักศึกษาแก่โจทก์ร่วมว่าจะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนของข้อบังคับมหาวิทยาลัยฯอย่างไร แต่จำเลยกลับนำข้อกล่าวหาว่าโจทก์ร่วมกระทำผิดวินัยซึ่งโจทก์ร่วมยังโต้แย้งอยู่ดังกล่าว มาใช้เป็นข้อพิจารณาเพื่อใช้ดุลพินิจหักคะแนนดิบโจทก์ร่วมอีก จึงเป็นการลุแก่อำนาจใช้ดุลพินิจเกินขอบเขตที่หลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 ให้อำนาจไว้ เมื่อพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงที่ได้วินิจฉัยมาในประเด็นก่อนแล้วว่า เมื่อโจทก์ร่วมใช้สิทธิขอดูคะแนนดิบในสมุดคำตอบ จำเลยกลับมีพฤติการณ์บ่ายเบี่ยงไม่ยอมส่งสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบให้ซึ่งเป็นผลให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสียหรือทำให้สูญหายซึ่งสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบ อันเป็นเอกสารใดซึ่งเป็นหน้าที่ของตนที่จะปกครองหรือรักษาไว้ หรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำเช่นนั้นตามฟ้องโจทก์จริง พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีเหตุผลเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันรับฟังเชื่อถือได้แน่แท้ว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ด้วย ดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมมีว่า โจทก์ร่วมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 หรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 44/1 กำหนดเงื่อนไขสำคัญว่า ผู้เสียหายที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ นั้น ผู้เสียหายต้องมีสิทธิที่จะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำผิดของจำเลยด้วย แต่เนื่องจากจำเลยเป็นเจ้าพนักงานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ดังที่ได้วินิจฉัยมาก็อยู่ในขอบเขตแห่งการที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่ให้แก่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐด้วย จำเลยจึงได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 ที่บัญญัติว่า "หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดของเจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้" ดังนั้น โดยผลของมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงไม่มีอำนาจฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้กระทำการในการปฏิบัติหน้าที่ได้ และย่อมส่งผลพลอยทำให้ผู้เสียหายจากการกระทำละเมิดเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีสิทธิจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ และจำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ร่วมเรียกค่าเสียหายจากจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ด้วย จำเลยจึงมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม มาตรา 44/1 ได้ นั้น เห็นว่า การมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าเป็นโจทก์ร่วม กับสิทธิของโจทก์ร่วมในการยื่นคำร้องขอตามมาตรา 44/1 เป็นหลักการคนละเรื่องกัน และแม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับคำร้องตามมาตรา 44/1 ของโจทก์ร่วมไว้พิจารณา โดยจำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านก็หาตัดอำนาจศาลอุทธรณ์ที่จะยกปัญหาเรื่องอำนาจยื่นคำร้องขอตามมาตรา 44/1 ดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองไม่ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นอ้างได้ แม้ว่าจะมิได้ยกขึ้นมาว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นก็ตาม ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องขอของโจทก์ร่วมโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ร่วมที่จะไปฟ้องหน่วยงานของรัฐใหม่ภายในอายุความนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่โจทก์ฟ้องและอุทธรณ์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 อีกกระทงหนึ่ง นั้น เห็นว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม โดยหักคะแนนดิบของโจทก์ร่วมโดยไม่ชอบ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แล้ว ต่อมาเมื่อโจทก์ร่วมใช้สิทธิขอดูสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบ จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานจึงทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายซึ่งสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบ อันเป็นเอกสารใดซึ่งเป็นหน้าที่ของตนที่จะปกครองหรือรักษาไว้ หรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำเช่นนั้น อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 ซึ่งเป็นเจตนากระทำความผิดอีกกรรมหนึ่งต่างหากจากการกระทำกรรมแรก การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ซึ่งต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา ส่วนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท แม้ศาลอุทธรณ์จะปรานีรอการลงโทษให้แก่จำเลยก็ตาม แต่จำเลยไม่เคยกระทำความผิดอาญาใดๆ มาก่อน อีกทั้งหลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุ ซึ่งมีหมายเหตุระบุข้อความว่าให้อาจารย์แต่ละวิชาสามารถเปลี่ยนแปลงคะแนนดิบได้ตามดุลพินิจ โดยมิได้ระบุขอบเขตการใช้ดุลพินิจโดยชัดแจ้ง เป็นเหตุให้ต่อมาภายหลังมหาวิทยาลัยรามคำแหงต้องแก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์การวัดผลใหม่ตามเอกสารหมาย จ.39 ตัดข้อความที่ระบุว่าให้อาจารย์ผู้สอนมีดุลพินิจที่จะเปลี่ยนแปลงคะแนนดิบออก อันเป็นข้อบ่งชี้ว่า มหาวิทยาลัยรามคำแหงก็ยอมรับถึงความไม่ชัดเจนของหลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 พฤติการณ์แห่งคดีจึงมีเหตุอันควรปรานี ศาลฎีกาเห็นว่า การรอการกำหนดโทษ สำหรับความผิดที่จำเลยได้กระทำทั้งสองกระทง และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ภายในกำหนดระยะเวลาที่รอการกำหนดโทษ น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมส่วนรวมมากกว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่รอการลงโทษให้จำเลย พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 อีกกรรมหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ให้รอการกำหนดโทษไว้ทั้งสองกระทง มีกำหนดกระทงละ 3 ปี กับให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ปีละ 1 ครั้ง ตลอดระยะเวลาที่ศาลรอการกำหนดโทษไว้ ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดๆ อันอาจนำไปสู่การกระทำผิดในทำนองเดียวกันนี้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ที่แก้ไขใหม่ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2322 - 2323/2561 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาย ป. โจทก์ร่วม นาง ภ. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · โจทก์ร่วม - นาย ป. · จำเลย - นาง ภ.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธานิศ เกศวพิทักษ์ · อุดม สิทธิวิรัชธรรม · ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายชัยวัฒน์ ธนวัฒนตระกูล · ศาลอุทธรณ์ - นายชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.3577-3578/2559

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2972-2973/2529ฎีกา 492/2539ฎีกา 1683/2523ฎีกา 9026/2553ฎีกา 6575/2551ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 888/2490ฎีกา 1089/2559ฎีกา 185/2535ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 9647/2557ฎีกา 824/2535ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 8080/2538ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 917/2564
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา