⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7159/2561

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7159/2561

ป.อาญา ม.32, 33, 51 ฯลฯ · ป.วิ.อาญา ม.213, 225, 245

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนต้องมีการคิดทบทวนและตกลงใจกระทำความผิด ไม่ใช่การตัดสินใจโดยปัจจุบันทันด่วน และการเป็นตัวการร่วมฐานความผิดนี้ต้องมีการวางแผนและคบคิดมาแต่ต้น.

ย่อคำพิพากษา

การกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนผู้กระทำความผิดต้องได้มีเวลาคิดไตร่ตรองและทบทวนแล้วจึงตกลงใจที่จะฆ่าผู้อื่น หาใช่กรณีที่เกิดขึ้นโดยปัจจุบันทันด่วนไม่ และการจะเป็นตัวการร่วมฐานความผิดดังกล่าวจะต้องมีลักษณะมีการวางแผนและคบคิดมาแต่ต้น โดยคิดไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำความผิด แม้การท้าทายถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์คิดไตร่ตรองจะฆ่าโจทก์ร่วมที่ 2 แต่เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 ปฏิเสธคำท้าทายของจำเลยที่ 3 ทางโทรศัพท์แล้ว จำเลยทั้งสามย่อมไม่สามารถเริ่มลงมือกระทำแก่โจทก์ร่วมที่ 2 ตามคำท้าทายได้ ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสามรู้ว่าหลังจากวางสายโทรศัพท์แล้วโจทก์ร่วมที่ 2 ไปไหนหรืออยู่ที่ใด และจำเลยทั้งสามออกตามหาโจทก์ร่วมที่ 2 ต่อไปหรือไม่ กรณีจึงต้องฟังว่าจำเลยทั้งสามมาพบโจทก์ร่วมที่ 2 ในที่เกิดเหตุโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน การที่จำเลยที่ 1 ชักอาวุธปืนออกมายิงโจทก์ร่วมที่ 2 ทันที ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากการวางแผนจัดเตรียมของจำเลยทั้งสาม แต่เป็นการตัดสินใจเฉพาะหน้าของจำเลยที่ 1 ในทันทีที่ขับรถมาพบโจทก์ร่วมที่ 2 โดยบังเอิญ ส่วนการตามไล่ยิงไปอย่างกระชั้นชิดจนถึงบ้านโจทก์ร่วมที่ 3 ก็ยังได้ยิงเข้าไปในบ้านอีก 1 นัด เป็นเพียงการกระทำต่อเนื่องหลังจากประสบโอกาสที่จะยิงโจทก์ร่วมที่ 2 อย่างทันทีทันใดเท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.213 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.245 ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.51 ประมวลกฎหมายอาญา ม.58 ประมวลกฎหมายอาญา ม.76 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288 ประมวลกฎหมายอาญา ม.289 ประมวลกฎหมายอาญา ม.358 ประมวลกฎหมายอาญา ม.371

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.213 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.245 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 80, 83, 91, 288, 289, 358, 371 ริบของกลางและบวกโทษของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3247/2556 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1277/2557 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ระหว่างพิจารณา นายเสริม บิดาของนายธรณิศวร์ ผู้ตาย นายอภิรัฐ ผู้เสียหายที่ 1 และนางพิพิธธน ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายเสริมเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ส่วนข้อหาร่วมกันมีและพาอาวุธปืนไม่เป็นผู้เสียหายจึงไม่อนุญาต อนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 2 เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ส่วนข้อหาร่วมกันมีและพาอาวุธปืนผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต โดยให้เรียกนายเสริมเป็นโจทก์ร่วมที่ 1 เรียกผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เป็นโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ และโจทก์ร่วมทั้งสามขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 800,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ค่าสินไหมทดแทน 400,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และค่าสินไหมทดแทน 300,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 3 จำเลยทั้งสามให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 358, 371 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 และที่ 3 อายุ 20 ปีเศษ มีความรู้ผิดชอบแล้วจึงไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละตลอดชีวิต ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 13 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ (ที่ถูก บวกโทษ) ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น เนื่องจากศาลลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตลอดชีวิต จึงไม่อาจเพิ่มโทษ (ที่ถูก บวกโทษ) ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51) ให้ยกคำขอส่วนนี้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 700,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ชำระเงิน 58,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 2 กันยายน 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งระหว่างโจทก์ร่วมทั้งสามกับจำเลยทั้งสามให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 9 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ไม่วางโทษความความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และจำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยต่อโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 3 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 กับพวกอีก 2 คน ร่วมกันมีอาวุธปืนขนาด 9 มม. มีเครื่องหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ 1 กระบอก ซึ่งเป็นของผู้อื่น และกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. หลายนัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและร่วมกันพาอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปตามถนนข้างวัดโคกคีรี ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง อันเป็นในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ทั้งไม่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแห่งพฤติการณ์ จำเลยที่ 1 กับพวกได้ร่วมกันฆ่านายธรณิศวร์ ผู้ตาย โดยใช้อาวุธปืนยิงที่ศีรษะมีแผลเป็นรูที่กะโหลกศีรษะบริเวณเหนือใบหูซ้ายและแผลฉีกขาดที่ขมับขวา (หางตาขวา) เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าโจทก์ร่วมที่ 2 กับร่วมกันพยายามฆ่าโจทก์ร่วมที่ 3 โดยใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในบ้านเลขที่ 2/31 ถนนไชยบุรี อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ของโจทก์ร่วมที่ 3 จำนวน 1 นัด กระสุนปืนถูกประตูและเก้าอี้ได้รับความเสียหาย สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษในความผิดข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 9 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดข้อหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคนร้ายคดีนี้หรือไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า พยานโจทก์กล่าวอ้างลอย ๆ ไม่สามารถยืนยันได้ว่าคนที่โทรศัพท์มาขู่ฆ่าโจทก์ร่วมที่ 2 ตามหมายเลขโทรศัพท์เป็นจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ร่วมที่ 2 จอดรถข้างกำแพงวัดซึ่งสูงประมาณ 1.50 เมตร ไม่สามารถมองเห็นคนร้ายขับรถจักรยานยนต์มาได้ และจุดดังกล่าวห่างจากเสาไฟฟ้าประมาณ 27 เมตร แต่แสงสว่างสามารถมองเห็นกันได้ในระยะประมาณ 10 เมตร โจทก์ร่วมที่ 2 คงอาศัยแสงสว่างจากไฟหน้ารถจักรยานยนต์เท่านั้น ไม่สามารถมองเห็นคนร้ายอย่างชัดเจน ทั้งโจทก์ร่วมที่ 2 กำลังโต้เถียงกับนางสาวเฟิร์นและเห็นคนร้ายในเวลาสั้น ไม่มีเวลาจดจำหน้าคนร้าย และโจทก์ร่วมที่ 2 ขับรถหนีคนร้ายซึ่งขับรถจักรยานยนต์ตามหลังในระยะประมาณ 30 เมตร ไม่ได้หันหลังดู โจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่สามารถจำคนร้ายได้อย่างแน่นอน ในข้อนี้โจทก์ร่วมที่ 2 เบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 19 นาฬิกา ขณะที่โจทก์ร่วมที่ 2 ผู้ตาย และนายวิวไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลอยู่ที่บ้านของผู้ตาย นางอุบล มารดาผู้ตายโทรศัพท์มาบอกกับนายวิวให้บอกโจทก์ร่วมที่ 2 ว่ามีคนโทรศัพท์มาหานางอุบล พูดจาข่มขู่จะใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 2 จึงสอบถามนางอุบลว่าหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้โทรมาเป็นหมายเลขอะไร นางอุบลก็บอกหมายเลขโทรศัพท์ให้โจทก์ร่วมที่ 2 ทราบ โจทก์ร่วมที่ 2 จึงโทรกลับไปยังโทรศัพท์หมายเลขดังกล่าว จำเลยที่ 3 รับสายพูดกับโจทก์ร่วมที่ 2 ว่า อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับนางสาวกฤติยาณี เพราะเป็นภริยาของคนอื่น โจทก์ร่วมที่ 2 พูดตอบว่า ให้ไปถามนางสาวกฤติยาณี จำเลยที่ 3 จึงพูดท้าทายให้โจทก์ร่วมที่ 2 ไปยิงกัน โจทก์ร่วมที่ 2 ไม่รับคำท้า จากนั้นโจทก์ร่วมที่ 2 และผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ไปบ้านของนางสาวกฤติยาณีโดยจอดรถจักรยานยนต์ที่บริเวณปากซอยทางเข้าบ้าน ครู่หนึ่งนางสาวกฤติยาณีขับรถจักรยานยนต์มาที่โจทก์ร่วมที่ 2 พูดคุยกันสักครู่หนึ่ง โจทก์ร่วมที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ของนางสาวกฤติยาณีให้นางสาวกฤติยาณีนั่งซ้อนท้าย เพื่อไปบ้านโจทก์ร่วมที่ 2 ส่วนผู้ตายขับรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่งแล่นตามหลังมา เมื่อไปถึงบริเวณข้างวัดโคกคีรี นางสาวกฤติยาณีให้โจทก์ร่วมที่ 2 จอดรถจักรยานยนต์ใกล้ ๆ ริมกำแพงวัดโคกคีรีแล้วลงจากรถไปพูดทางโทรศัพท์ ส่วนผู้ตายก็ขับรถจักรยานยนต์แล่นเข้ามาจอดใกล้ ๆ ห่างกันไม่เกิน 2 เมตร เมื่อนางสาวกฤติยาณีพูดโทรศัพท์เสร็จแล้ว โจทก์ร่วมที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์แล่นออกไปได้ประมาณ 3 ถึง 4 เมตร เห็นจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายตรงกลาง จำเลยที่ 3 นั่งซ้อนท้ายคนหลังสุดแล่นมาทางริมกำแพงวัดจะเลี้ยวโค้งตรงมายังจุดที่โจทก์ร่วมที่ 2 จอดรถจักรยานยนต์ในลักษณะสวนทางกับโจทก์ร่วมที่ 2 ในระยะห่างประมาณ 6 เมตร จำเลยที่ 1 ชักอาวุธปืนสั้นยิงมาทางโจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 1 นัด โจทก์ร่วมที่ 2 เร่งเครื่องจักรยานยนต์ขับหลบหนีตรงขึ้นไปทางถนนสายบายพาส เมื่อรถแล่นแผ่นสามแยกไปได้ประมาณ 4 ถึง 5 เมตร ได้ยินเสียงปืนนัดที่สองดังขึ้น โจทก์ร่วมที่ 2 หันกลับไปมอง เห็นรถจักรยานยนต์ของผู้ตายที่ขับแล่นตามหลังมาล้มลงข้างทาง และก่อนที่จะแล่นขึ้นถนนบายพาส โจทก์ร่วมที่ 2 ได้ยินเสียงปืนนัดที่สามดังขึ้นอีก 1 นัด เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์แล่นไปตามถนนเส้นบายพาสเลี้ยวไปทางขวาเพื่อกลับไปที่บ้าน โจทก์ร่วมที่ 2 หันไปมองเห็นรถจักรยานยนต์ของจำเลยทั้งสามขับตามหลังมาอย่างกระชั้นชิดห่างกันไม่น่าจะเกิน 15 เมตร โจทก์ร่วมที่ 2 จึงขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวเข้าไปในซอยก่อนที่จะถึงบ้านของโจทก์ร่วมที่ 2 เมื่อขับรถเข้าไปในซอยแล้วไม่น่าจะเกิน 2 นาที ก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีก 1 นัด จากบริเวณปากซอยหน้าบ้านโจทก์ร่วมที่ 2 เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 ไปที่บ้านพบโจทก์ร่วมที่ 3 และเจ้าพนักงานตำรวจ โจทก์ร่วมที่ 2 บอกกับโจทก์ร่วมที่ 3 ว่าถูกจำเลยทั้งสามขับรถจักรยานยนต์ไล่ยิงมา โจทก์ร่วมที่ 3 ก็บอกว่าก่อนหน้านี้ไม่นานมีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปภายในบ้านกระสุนปืนถูกบริเวณประตูเหล็กหน้าบ้าน โจทก์ร่วมที่ 2 จดจำจำเลยทั้งสามได้เพราะโจทก์ร่วมที่ 2 เปิดไฟหน้ารถจักรยานยนต์ส่องสว่างสามารถมองเห็นหน้าจำเลยทั้งสามได้ นอกจากนี้บริเวณทางโค้งใกล้ ๆ กับวัดโคกคีรีก็มีแสงไฟจากเสาไฟฟ้าสาธารณะส่องแสงสว่าง โจทก์ร่วมที่ 2 รู้จักกับจำเลยทั้งสามก่อนเกิดเหตุประมาณ 4 ถึง 5 ปี และก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 ปี โจทก์ร่วมที่ 2 เคยมีเรื่องทะเลาะชกต่อยกับจำเลยที่ 2 เห็นว่า โจทก์ร่วมที่ 2 เบิกความยืนยันว่ามีโอกาสเห็นคนร้ายทั้งสามตั้งแต่ก่อนคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมที่ 2 และผู้ตาย โดยคนร้ายขับรถจักรยานยนต์และนั่งซ้อนท้ายกันมาขณะโจทก์ร่วมที่ 2 จอดรถคุยกับนางสาวกฤติยาณีบริเวณทางโค้งข้างกำแพงวัดโคกคีรี และโจทก์ร่วมที่ 2 เห็นจำเลยทั้งสามในระยะห่างประมาณ 5 ถึง 6 เมตร ซึ่งนางสาวกฤติยาณีก็เบิกความว่า รถจักรยานยนต์ทั้งสองคันแล่นสวนกันในระยะห่างไม่เกิน 2 เมตร แสดงว่าโจทก์ร่วมที่ 2 เห็นคนร้ายทั้งสามในระยะใกล้ซึ่งในพฤติการณ์เช่นนี้โดยปกติวิสัยของคนทั่วไปคนที่ขับรถจักยานยนต์ทั้งสองคันหรือคนที่นั่งซ้อนท้ายสามารถมองเห็นหน้าอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนประมาณ 21 นาฬิกา แต่โจทก์ร่วมที่ 2 ยืนยันว่าสามารถมองเห็นหน้าคนร้ายจากแสงสว่างของไฟหน้ารถจักรยานยนต์ และมีแสงสว่างจากโคมไฟติดอยู่ที่เสาไฟฟ้าตามเส้นทางอีก 2 ถึง 3 เสา ซึ่งโจทก์มีภาพถ่ายเป็นพยานแสดงให้เห็นบริเวณสถานที่เกิดเหตุ โดยนางสาวกฤติยาณีเบิกความอธิบายในภาพถ่ายว่า จุดหมายเลข 1 เป็นจุดที่พยานจอดรถคุยกับโจทก์ร่วมที่ 2 จุดหมายเลข 2 เป็นจุดที่รถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมที่ 2 แล่นสวนทางกับรถจักรยานยนต์ของคนร้ายทั้งสาม และจุดหมายเลข 3 เป็นจุดที่โจทก์ร่วมที่ 2 ขับรถพาพยานหลบหนี ซึ่งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายแล้ว เห็นได้ว่า บริเวณที่เกิดเหตุเป็นสามแยกข้างรั้ววัดโคกคีรี มีการติดตั้งโคมไฟฟ้าสาธารณะชนิดหลอดยาวไว้กับเสาไฟฟ้าที่มุมหนึ่งของสามแยก และมีเสาไฟฟ้าปักพาดสายเรียงเป็นแนวไปตามของถนนขนานไปกับรั้ววัดโคกคีรี เป็นการบ่งชี้ว่าที่สามแยกบริเวณจุดเกิดเหตุนั้นโดยปกติในเวลากลางคืนมีแสงสว่างจากโคมไฟที่ติดอยู่กับเสาไฟฟ้าดังกล่าว ซึ่งในข้อนี้ร้อยตำรวจโทสมหมาย พนักงานสอบสวนเบิกความประกอบว่า เมื่อพยานได้รับแจ้งเหตุก็ได้ออกไปที่เกิดเหตุทันที พบศพผู้ตายห่างจากเสาไฟฟ้าบริเวณทางโค้งประมาณ 10 เมตร มีหลอดไฟฟ้าที่เสาไฟฟ้าดังกล่าวส่องสว่างสูงจากพื้นประมาณ 7 เมตร รัศมีส่องสว่างประมาณ 10 เมตร สามารถมองเห็นหน้ากันได้ สอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 2 จึงเชื่อว่าขณะเกิดเหตุบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากไฟฟ้าสาธารณะด้วย เมื่อได้ความว่าจุดที่ 2 ตามภาพถ่าย ซึ่งรถของโจทก์ร่วมที่ 2 แล่นสวนกับรถของคนร้ายห่างกันเพียงเล็กน้อย รถจักรยานยนต์ของคนร้ายย่อมอยู่ในรัศมีส่องสว่างของแสงไฟจากหน้ารถจักรยานยนต์และจากไฟฟ้าสาธารณะ ทั้งกำแพงหรือรั้ววัดก็ไม่ได้กีดขวางการมองเห็นคนร้ายของโจทก์ร่วมที่ 2 ดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาแต่ประการใด ทัศนะวิสัยของบริเวณที่เกิดเหตุในขณะนั้น จึงอยู่ในวิสัยที่โจทก์ร่วมที่ 2 มองเห็นหน้าคนร้ายในขณะที่ขับรถจักรยานยนต์แล่นสวนทางกันได้จริง โจทก์ร่วมที่ 2 รู้จักจำเลยทั้งสามมาก่อนเกิดเหตุประมาณ 6 ปี ยิ่งมีความคุ้นเคยสามารถจดจำจำเลยทั้งสามได้อย่างง่ายดาย ที่โจทก์ร่วมที่ 2 เบิกความว่าเห็นและจดจำคนร้ายได้โดยจำเลยที่ 2 เป็นคนขับ จำเลยที่ 1 นั่งกลาง จำเลยที่ 3 นั่งหลังสุด และจำเลยที่ 1 เป็นคนใช้อาวุธปืนยิง จึงสมเหตุผลมีน้ำหนักรับฟังได้ ร้อยตำรวจโทสมหมายเบิกความอีกว่า พยานได้สอบโจทก์ร่วมที่ 2 ในคืนเกิดเหตุ โจทก์ร่วมที่ 2 ให้การว่า จำเลยทั้งสามเป็นคนร้ายและบันทึกไว้ซึ่งปรากฏว่าคำให้การของโจทก์ร่วมที่ 2 ดังกล่าวมีรายละเอียดทำนองเดียวกันกับที่โจทก์ร่วมที่ 2 เบิกความในชั้นพิจารณา อันเป็นการบ่งชี้ว่าโจทก์ร่วมที่ 2 รู้ตัวคนร้ายตั้งแต่ขณะเกิดเหตุและสามารถยืนยันคนร้ายได้ตลอดมาอย่างถูกต้องแม่นยำไม่ผิดตัว โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามยังมีนางอุบล มารดาผู้ตายเบิกความประกอบว่า ก่อนเกิดเหตุเวลาประมาณ 20 นาฬิกา มีคนโทรศัพท์เข้ามาแจ้งว่าชื่อ เป้ และมีนายก้าม นายเก้า พูดทางโทรศัพท์ต่อจากนายเป้ ทั้งสามคนถามหมายเลขโทรศัพท์ของโจทก์ร่วมที่ 2 เมื่อพยานตอบไปว่าไม่มี หนึ่งในสามคนนั้นฝากให้บอกโจทก์ร่วมที่ 2 ว่าจะยิงหัวโจทก์ร่วมที่ 2 เพราะชอบแย่งผู้หญิงของคนอื่น พยานเล่าให้โจทก์ร่วมที่ 2 ทราบ โจทก์ร่วมที่ 2 ถามว่า โทรศัพท์หมายเลข 09 3670 xxxx หรือไม่ พยานตรวจดูในเครื่องโทรศัพท์ปรากฏว่า ใช่ นางอุบลไม่ได้ยืนยันว่าทั้งสามคนที่โทรศัพท์มา คือ จำเลยทั้งสาม คำเบิกความของนางอุบลจึงไม่มีข้อสงสัยว่าจะแต่งเรื่องราวขึ้นเองเพื่อปรักปรำจำเลยทั้งสาม จึงเชื่อได้ว่านางอุบลเบิกความตามข้อเท็จจริงที่ตนได้รู้เห็นมาเท่านั้น แสดงว่าก่อนเกิดเหตุมีผู้ปองร้ายโจทก์ร่วมที่ 2 คือ นายเป้ นายก้าม และนายเก้า เนื่องจากกล่าวหาว่าโจทก์ร่วมที่ 2 ไปยุ่งเกี่ยวกับคนรักของคนอื่น แม้ลำพังหมายเลขโทรศัพท์จะไม่อาจยืนยันถึงคนร้ายได้โดยตรง แต่การที่โจทก์ร่วมที่ 2 สอบถามถึงหมายเลขโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาถามนางอุบล และยังได้นำเรื่องนี้ไปสอบถามนางสาวกฤติยาณีด้วย ย่อมแสดงว่าโจทก์ร่วมที่ 2 และบุคคลทั้งสามต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี หลังจากเหตุการณ์คนร้ายโทรศัพท์มาขู่จะฆ่าโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่นานก็มีคนร้ายสามคนขับรถจักรยานยนต์และนั่งซ้อนท้ายกันมาใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมที่ 2 และผู้ตาย ซึ่งโจทก์ร่วมที่ 2 ยืนยันว่า คือ จำเลยทั้งสาม ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ก็เบิกความรับว่ามีชื่อเล่นว่า เป้ ก้าม และ เก้า ตามลำดับ สอดคล้องกับข้อมูลที่นางอุบลได้รับมา และเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องเชื่อมโยงให้เห็นว่าคนร้ายที่โทรศัพท์มาข่มขู่กับที่ตามมายิงโจทก์ร่วมที่ 2 และผู้ตายเป็นกลุ่มเดียวกัน โจทก์ร่วมที่ 2 รู้จักจำเลยที่ 2 ก่อนเกิดเหตุเป็นเวลานาน แม้จะเคยมีเรื่องชกต่อยกับจำเลยที่ 2 เมื่อก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 ปี ก็ยังไม่มีเหตุระแวงว่า โจทก์ร่วมที่ 2 จะเพิ่งมาปรักปรำจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 เองยืนยันว่าไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่มีข้อสงสัยว่าโจทก์ร่วมที่ 2 จะปรักปรำจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้ พฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีกลับไปที่บ้านซึ่งโจทก์ร่วมที่ 2 พักอาศัยอยู่กับโจทก์ร่วมที่ 3 โดยจำเลยทั้งสามขับรถจักรยานยนต์ไล่ยิงอย่างกระชั้นชิดจนมีการยิงเข้าไปในบ้านเกิดเหตุของโจทก์ร่วมที่ 3 แล้วเหตุการณ์จึงสงบลง ย่อมเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องโดยคนร้ายกลุ่มเดียวกัน เหตุการณ์ที่เกิดแก่โจทก์ร่วมที่ 3 จึงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเป็นการกระทำของจำเลยทั้งสาม ซึ่งเชื่อว่าโจทก์ร่วมที่ 2 หลบหนีเข้าไปในบ้านดังกล่าว พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคนร้ายคดีนี้จริง ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อไปว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 พยายามฆ่าโจทก์ร่วมที่ 2 โดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสามโทรศัพท์มาข่มขู่จะยิงโจทก์ร่วมที่ 2 ผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนางอุบลมารดาผู้ตาย เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 ทราบหมายเลขโทรศัพท์ที่โทรมาจากนางอุบล โจทก์ร่วมที่ 2 ได้โทรศัพท์กลับไปตามหมายเลขดังกล่าว จำเลยที่ 3 รับสายบอกโจทก์ร่วมที่ 2 ว่า อย่ามายุ่งกับนางสาวกฤติยาณีและท้าทายให้โจทก์ร่วมที่ 2 ออกไปยิงกันที่ถนนบายพาส แต่โจทก์ร่วมที่ 2 ไม่รับคำท้า แล้วขับรถจักรยานยนต์ไปกับผู้ตายเพื่อพบนางสาวกฤติยาณี นางสาวกฤติยาณีขับรถจักรยานยนต์ออกมาพบโจทก์ร่วมที่ 2 ที่ปากซอยทางเข้าบ้าน โจทก์ร่วมที่ 2 ลงไปขับรถจักรยานยนต์ของนางสาวกฤติยาณีโดยให้นางสาวกฤติยาณีนั่งซ้อนท้ายมุ่งไปที่บ้านโจทก์ร่วมที่ 2 เมื่อถึงที่เกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 2 จอดรถคุยกับนางสาวกฤติยาณีข้างกำแพงวัดโคกคีรีอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อขับออกไปได้ประมาณ 3 ถึง 4 เมตร จำเลยทั้งสามขับรถจักรยานยนต์มาทางริมกำแพงวัด เมื่อเห็นโจทก์ร่วมที่ 2 จำเลยที่ 1 ชักอาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 2 ขับหนีไปทางถนนบายพาส จำเลยทั้งสามขับรถไล่ตามและยิงอีก 2 นัด จำเลยทั้งสามยังขับรถติดตามไปอย่างกระชั้นชิด จนโจทก์ร่วมที่ 2 ขับหนีเข้าไปในซอยข้างบ้าน จำเลยทั้งสามจึงหันไปยิงใส่บ้านโจทก์ร่วมที่ 3 ก่อนพากันหลบหนีไป เห็นว่า การกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ผู้กระทำความผิดต้องได้มีเวลาคิดไตร่ตรองและทบทวนแล้วจึงตกลงใจที่จะฆ่าผู้อื่น หาใช่กรณีที่เกิดขึ้นโดยปัจจุบันทันด่วนไม่ และการจะเป็นตัวการร่วมฐานความผิดดังกล่าวจะต้องมีลักษณะมีการวางแผนและคบคิดมาแต่ต้นที่จะไปฆ่าผู้อื่น โดยคิดไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำความผิด แม้การท้าทายถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์คิดไตร่ตรองจะฆ่าโจทก์ร่วมที่ 2 แต่เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 ปฏิเสธคำท้าของจำเลยที่ 3 ทางโทรศัพท์แล้ว จำเลยทั้งสามย่อมไม่สามารถเริ่มลงมือกระทำแก่โจทก์ร่วมที่ 2 ตามคำท้าได้ ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสามรู้ว่าหลังจากวางสายโทรศัพท์แล้วโจทก์ร่วมที่ 2 ไปไหนหรืออยู่ที่ใด และจำเลยทั้งสามออกตามหาโจทก์ร่วมที่ 2 ต่อไปหรือไม่ กรณีจึงต้องฟังว่าจำเลยทั้งสามมาพบโจทก์ร่วมที่ 2 ในที่เกิดเหตุโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน การที่จำเลยที่ 1 ชักอาวุธปืนออกมายิงโจทก์ร่วมที่ 2 ทันที ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากการวางแผนตระเตรียมของจำเลยทั้งสาม แต่เป็นการตัดสินใจเฉพาะหน้าของจำเลยที่ 1 ในทันทีที่ขับรถมาพบโจทก์ร่วมที่ 2 โดยบังเอิญ ส่วนการตามไล่ยิงไปอย่างกระชั้นชิดจนถึงบ้านโจทก์ร่วมที่ 3 ก็ยังได้ยิงเข้าไปในบ้านอีก 1 นัด เป็นเพียงการกระทำต่อเนื่องหลังจากประสบโอกาสที่จะยิงโจทก์ร่วมที่ 2 อย่างทันทีทันใดเท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังขึ้น ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษความผิดฐานนี้ใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งความผิด เหตุดังกล่าวเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี แม้จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ไม่ได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อสุดท้ายว่า ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยให้จำคุกตลอดชีวิต และข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 13 ปี 4 เดือน หนักเกินไปหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 รู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว มูลเหตุคดีนี้มาจากเรื่องชู้สาวซึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่จำเลยทั้งสามกลับใช้ความรุนแรงเพื่อกำจัดคู่อริอย่างไร้เหตุผล แม้กระทั่งผู้ตายซึ่งไม่มีส่วนสร้างความโกรธแค้นให้แก่จำเลยทั้งสาม ทั้งยังติดตามไล่ยิงโจทก์ร่วมที่ 2 ในทางสาธารณะโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง อันเป็นพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ ประพฤติตนเยี่ยงอันธพาลเป็นภัยต่อสังคมอย่างยิ่ง จึงสมควรลงโทษในสถานหนัก โทษจำคุกที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น และข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นนั้นเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาไม่เห็นควรแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าโจทก์ร่วมที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ลงโทษจำคุก 13 ปี 4 เดือน ส่วนโทษในความผิดฐานอื่นและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7159/2561 พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง โจทก์ นาย ส. กับพวก โจทก์ร่วม นาย ภ. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง · โจทก์ร่วม - นาย ส. กับพวก · จำเลย - นาย ภ. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วัฒนา วิทยกุล · ประสิทธิ์ เจริญถาวรโพคา · สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพัทลุง - นายเดชา ฉิมวารี · ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายพรชัย พุ่มกำพล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.3160/2560

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 2147/2521ฎีกา 861/2521ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1795/2493ฎีกา 664/2520ฎีกา 6355/2544ฎีกา 647/2563ฎีกา 551/2514ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 7601/2540ฎีกา 1082/2511ฎีกา 239/2484ฎีกา 11/2539ฎีกา 1141/2506ฎีกา 34/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา