⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2351/2562

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2351/2562

ป.อาญา ม.29, 30, 53 ฯลฯ · พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ม.4, 7, 8 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน และศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดในข้อหาหลัก ก็ให้ยกฟ้องในข้อหาที่เกี่ยวเนื่องกันไปด้วย แม้ข้อหาที่เกี่ยวเนื่องกันนั้นจะห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และฐานร่วมกันนำสิ่งของต้องห้ามเข้ามาในเรือนจำ ศาลชั้นต้นรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดคงรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องเช่นกัน แต่กรณีที่มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา กรณีถือว่าฎีกาของจำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเท่านั้น แต่อย่างไรก็ดี เมื่อศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้ว สำหรับความผิดฐานร่วมกันนำสิ่งของต้องห้ามเข้ามาในเรือนจำซึ่งมิใช่เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 1 ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำคุก 8 เดือน อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และความผิดฐานนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 ก็ตาม แต่เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิดจึงให้ยกฟ้องปล่อยจำเลยไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215, 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.215 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.53 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม.3 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม.7 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.4 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.7 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.8 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.15 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.66 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.100 พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2475 ม.45 พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 ม.4 พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 ม.38 พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 ม.39 พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 ม.45 พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 ม.58 พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม.3

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.215 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7 พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 4, 38, 39, 45, 58 ริบเมทแอมเฟตามีน หลอดแก้วใช้เป็นอุปกรณ์เสพยาเสพติด แบตเตอรี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ ซิมโทรศัพท์เคลื่อนที่ ชุดหูฟังโทรศัพท์เคลื่อนที่ และสายชาร์จโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2475 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานร่วมกันเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท ฐานร่วมกันนำสิ่งของต้องห้ามเข้ามาในเรือนจำ จำคุก 1 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิตเพียงสถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบเมทแอมเฟตามีน หลอดแก้วใช้เป็นอุปกรณ์เสพยาเสพติด แบตเตอรี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ ซิมโทรศัพท์เคลื่อนที่ ชุดหูฟังโทรศัพท์เคลื่อนที่ และสายชาร์จโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้กระทงละหนึ่งในสาม ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท ฐานร่วมกันนำสิ่งของต้องห้ามเข้ามาในเรือนจำ จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 33 ปี 12 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติเบื้องต้นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นหัวหน้าคลังสินค้าของบริษัทแลคตาซอย จำกัด สาขานครศรีธรรมราช และพักอาศัยอยู่กับครอบครัวที่อาคารคลังสินค้าเพียงครอบครัวเดียว โดยพนักงานคนอื่นพักอาศัยข้างนอก ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีพนักงานคลังสินค้าสี่คน คือ นายอภิชาติ พนักงานขับรถ นายวารินทร์ พนักงานขาย นายจักรพงศ์ ผู้ช่วยพนักงานขาย และนายณรงค์ชัย ผู้ช่วยพนักงานขายอีกคน ร่วมกันนำนมถั่วเหลืองยี่ห้อแลคตาซอยชนิดกล่อง ขนาด 300 ซีซี จำนวน 200 ลัง ลังละ 6 แพ็ค แพ็คละ 6 กล่อง บรรทุกรถบรรทุกสำหรับส่งสินค้าของบริษัทดังกล่าว หมายเลขทะเบียน 97 - 9024 กรุงเทพมหานคร ซึ่งดัดแปลงบริเวณกระบะด้านหลังเป็นตู้สำหรับบรรทุกสินค้า ไปส่งที่เรือนจำกลางนครศรีธรรมราชตามคำสั่งซื้อของร้านสงเคราะห์ผู้ต้องขังภายในเรือนจำ โดยมีนายธวัฒน์ เจ้าหน้าที่ประจำร้านสงเคราะห์ผู้ต้องขังซึ่งมีหน้าที่สั่งซื้อสินค้าและขับรถบรรทุกสินค้าออกไปรับรถและขับรถบรรทุกสินค้าจากบริเวณหน้าเรือนจำเข้าไปในเรือนจำเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสิ่งของต้องห้ามก่อนรับสินค้า จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบเมทแอมเฟตามีนและสิ่งของต้องห้ามของกลางตามฟ้องรวม 10 รายการ ซุกซ่อนอยู่ในกล่องนม 10 กล่อง เบื้องต้นได้จับกุมนายอภิชาติ นายวารินทร์ นายจักรพงศ์ และนายณรงค์ชัย ดำเนินคดี ภายหลังมีการสั่งไม่ฟ้องบุคคลทั้งสี่ และมีการดำเนินคดีแก่จำเลยในเวลาต่อมา จำเลยเข้ามอบตัวให้การต่อสู้คดี มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือไม่ ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ โดยเฉพาะจากนางสายไหม พนักงานบัญชีคลังสินค้าคนหนึ่งของบริษัทแลคตาซอย จำกัด ว่าปกติหน้าที่การส่งสินค้านมถั่วเหลืองแลคตาซอยให้แก่เรือนจำเป็นหน้าที่ของนายวุฒิศักดิ์ พนักงานขายคนหนึ่ง และเป็นคนรับคำสั่งซื้อจากเรือนจำให้ไปส่งในวันเกิดเหตุ แล้วมาแจ้งให้แก่พยานดำเนินการ พยานก็แจ้งแก่จำเลย แต่ในวันเกิดเหตุนายวุฒิศักดิ์ซึ่งเป็นมุสลิมลางานอ้างว่าไปปฏิบัติศาสนกิจเนื่องในวันฮารีรายอ ซึ่งสินค้านมถั่วเหลืองที่ส่งให้แก่เรือนจำในวันเกิดเหตุ เป็นสินค้านมถั่วเหลืองที่ส่งมาจากโรงงานผลิตจากจังหวัดปราจีนบุรีมาเก็บไว้ที่คลังสินค้าก่อนเกิดเหตุเมื่อวันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2555 รุ่งขึ้นเป็นวันอาทิตย์ บริษัทหยุดทำการ ต่อมาวันจันทร์วันเกิดเหตุ ก่อนให้พนักงานขนสินค้านมถั่วเหลืองขึ้นรถไปส่งให้แก่เรือนจำ ได้มีการตรวจสอบสับเปลี่ยนสินค้าบางส่วน 2 ลัง ที่เสียหายแล้วอยู่ในสภาพเรียบร้อย ไม่มีการแพ็คกิ้งหรือบรรจุหีบห่อใหม่ หลังเกิดเหตุก็ได้ความจากร้อยตำรวจตรีธนกฤต เจ้าพนักงานตำรวจผู้ตรวจค้นคลังสินค้าหลังเกิดเหตุว่า ผลการตรวจค้นยึดได้ถุงยางอนามัยจำนวนหนึ่งลักษณะเดียวกับที่พบในกล่องนมถั่วเหลืองที่พบของกลาง พร้อมกรรรไกร 1 เล่ม อยู่ในกระเป๋าสะพายใบหนึ่งที่มีนามบัตรของนายวุฒิศักดิ์บรรจุอยู่ และกล่องนมถั่วเหลืองแกะออกมาจากแพ็คอีกจำนวนหนึ่งที่ระบุวันผลิตวันเดียวกับกล่องนมถั่วเหลืองที่พบของกลางวางอยู่ใกล้ ๆ กันภายในคลังสินค้า ประกอบกับได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยเจือสมกันว่า ผู้ถือกุญแจปิดเปิดคลังสินค้าไม่ใช่มีจำเลยคนเดียว แต่มีพนักงานบัญชีคลังสินค้าที่ชื่อนางสาววิระญา อีกคนด้วย ทั้งการดำเนินคดีแก่จำเลยหลังเกิดเหตุก็ไม่แน่นอน เบื้องต้นได้รับการสอบสวนถ้อยคำจำเลยในฐานะพยาน เพิ่งมาแจ้งข้อหาดำเนินคดีจำเลยเป็นผู้ต้องหาภายหลังนานร่วมเดือน จำเลยเข้ามอบตัวต่อสู้คดีตั้งแต่ต้น พยานโจทก์แต่ละปากก็ไม่ได้เบิกความให้ถ้อยคำว่าจำเลยหรือผู้ใดกระทำความผิดหรือร่วมกระทำความผิดกับจำเลย แต่กลับได้ความจากคำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนของนายสุจิต พยานโจทก์เองว่า เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เชื่อว่าไม่ได้เกิดจากผู้ใดกระทำจากภายในคลังสินค้า แต่หากจะมีการจัดทำก่อนหน้าที่จะมาถึงคลังสินค้า เห็นได้ชัดว่าตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่สามารถบ่งชี้ได้แน่ชัด เป็นไปได้หลายทาง ลำพังแต่จำเลยและครอบครัวจำเลยพักอาศัยอยู่ในคลังสินค้าครอบครัวเดียว และมีสินค้านมถั่วเหลืองตั้งวางเตรียมที่จะนำขึ้นรถไปส่งให้แก่เรือนจำเรียบร้อยแล้วก่อนนำขึ้นรถในวันเกิดเหตุ แล้วจะสรุปฟังว่าจำเลยกระทำความผิด ยังไม่ถนัดนัก นับว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อสงสัย ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย รับฟังได้ว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ส่วนความผิดฐานร่วมกันนำสิ่งของต้องห้ามเข้ามาในเรือนจำซึ่งมิใช่เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 1 ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำคุก 8 เดือน ซึ่งเป็นการแก้ไขเล็กน้อย แม้ความผิดฐานนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน และเมื่อศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิด จึงให้ยกฟ้องโจทก์ปล่อยจำเลยไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215, 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ให้ริบของกลาง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2351/2562 พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์ นาย ส. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช · จำเลย - นาย ส.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปานนท์ กัจฉปานันท์ · พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง · ฉกาจกิต พัฒนานุพงษ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นางสาวผาณิต เจียรพันธุ์ · ศาลอุทธรณ์ - นางนันทิกา จิวัธยากูล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.227/2561

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 99/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 2530/2527ฎีกา 9647/2557ฎีกา 7651/2552ฎีกา 1588/2479ฎีกา 4180/2548ฎีกา 2147/2521ฎีกา 861/2521ฎีกา 7988/2551ฎีกา 4276/2534ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 1795/2493ฎีกา 628/2493ฎีกา 647/2563ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 11720/2555ฎีกา 2766/2546ฎีกา 11/2539ฎีกา 5806/2534ฎีกา 1141/2506
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา