⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2948/2563

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2948/2563

ป.อาญา ม.3, 90, 91 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อการกระทำละเมิดมีหลายกรรมต่างกัน และผู้ร้องมิได้ระบุวันทำละเมิดแต่ละครั้ง การคิดดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดครั้งสุดท้ายเป็นคุณแก่ผู้ต้องเสียในมูลหนี้

ย่อคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันกระทำความผิด แต่จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 57 กรรม และผู้ร้องมิได้กล่าวมาในคำร้องหรือนำสืบให้ชัดแจ้งว่าขอดอกเบี้ยนับแต่วันกระทำความผิดวันใด ทั้งตามคำร้องมีคำขอบังคับให้จำเลยรับผิดในหนี้จากมูลละเมิดเป็นจำนวนเดียวซึ่งเป็นหนี้อันแบ่งแยกมิได้ และที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดก็เป็นหนี้จำนวนเดียว จึงต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลย ซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 11 ว่าขอดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดครั้งสุดท้าย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดครั้งแรกจึงเป็นการไม่ชอบ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.40 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.252 ประมวลกฎหมายอาญา ม.3 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.277 ประมวลกฎหมายอาญา ม.279 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.11 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ม.5 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ม.9

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.40 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานางสาว ส. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่อร่างกายและจิตใจ ค่าเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกายและชื่อเสียง 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม), 279 วรรคสอง (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีและฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือเด็กอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 10 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย คำเบิกความของผู้เสียหายมีลักษณะตรงไปตรงมา ทั้งขณะเบิกความถึงการกระทำของจำเลยที่กระทำต่อผู้เสียหาย ผู้เสียหายร้องไห้หลายครั้ง แสดงให้เห็นถึงความคับข้องใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวยังสอดคล้องกับผลการตรวจชันสูตรของแพทย์ ซึ่งแพทย์ผู้ตรวจชันสูตรพบรอยฉีกขาดเก่าของเยื่อพรหมจารี จึงยิ่งสนับสนุนให้คำเบิกความของผู้เสียหายมีน้ำหนักรับฟังมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นเมื่อพิจารณาคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ปรากฏว่าผู้เสียหายให้การถึงการกระทำของจำเลยโดยมีรายละเอียดข้อเท็จจริงตรงตามที่เบิกความในชั้นพิจารณาซึ่งขณะให้การนั้นผู้เสียหายอายุเพียง 12 ปี ยังไม่รู้ประสาในเรื่องทางเพศ หากไม่เป็นความจริงเชื่อว่าผู้เสียหายไม่น่าจะให้การถึงการกระทำชำเราของจำเลยที่กระทำต่อผู้เสียหายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังเป็นการให้การต่อหน้าพนักงานอัยการและนักสังคมสงเคราะห์ซึ่งเป็นคนกลางไม่มีส่วนได้เสียในคดี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหายเป็นเรื่องกระทบต่อผู้เสียหายและครอบครัว อีกทั้งจำเลยมีความสัมพันธ์เป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกับผู้เสียหายซึ่งผู้เสียหายก็เบิกความว่า ขณะย้ายมาเรียนต่อชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำเลยดีกับผู้เสียหายมาก แสดงว่าผู้เสียหายไม่ได้คิดร้ายต่อจำเลย ดังนั้น หากไม่เป็นความจริงผู้เสียหายคงไม่เบิกความปรักปรำจำเลยให้เป็นผลเสียแก่ตัวผู้เสียหายและครอบครัว ประกอบกับโจทก์ยังมีนาง ช. มารดาผู้เสียหายมาเบิกความสนับสนุนพฤติการณ์ที่เป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นสอดรับกับข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของผู้เสียหายอีกด้วย ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า นาง ช. มีเรื่องโกรธแค้นจำเลยที่ขอหย่ากะทันหันและเคยบอกจำเลยว่า หากไม่ยอมคืนดีจะหาเรื่องให้ถึงที่สุด การที่นาง ช. ไปแจ้งความและให้การต่อพนักงานสอบสวนเป็นการชี้นำพนักงานสอบสวนและให้การก่อนที่ผู้เสียหายจะให้การต่อพนักงานสอบสวนนั้น เห็นว่า จำเลยเบิกความว่า นาง ช. รู้จักตำรวจทหารมาก หากนาง ช. จะหาเรื่องกลั่นแกล้งจำเลยย่อมสามารถกล่าวหาจำเลยได้โดยวิธีอื่นที่ไม่ทำให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นบุตรของตนรวมทั้งตัวนาง ช. ต้องเสียหายได้ ส่วนที่นาง ช. แจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจและให้การต่อพนักงานสอบสวนก่อนที่ผู้เสียหายจะให้การเป็นเพราะนาง ช. เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เสียหายซึ่งยังเป็นเด็ก และได้ความจากพันตำรวจโท อ. พนักงานสอบสวนว่า เนื่องจากผู้เสียหายยังเป็นเด็กจึงยังไม่สามารถสอบคำให้การได้ทันที พันตำรวจโท อ. จึงสอบคำให้การนาง ช. ไว้ก่อนที่จะสอบคำให้การผู้เสียหาย จึงหาเป็นการชี้นำไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ที่เกิดเหตุเป็นบ้านห้องแถว ถัดไปเป็นห้องของบุคคลอื่น ย่อมเป็นการไม่สะดวก เพราะอาจทำให้ผู้เสียหายส่งเสียงขอความช่วยเหลือได้ และหากมีการกระทำชำเราเวลากลางคืนซึ่งนาง ช. หลับอยู่ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะปกปิดการกระทำเป็นเวลากว่า 2 ปีนั้น เห็นว่า ได้ความจากผู้เสียหายว่า ขณะกระทำชำเราจำเลยพูดให้ผู้เสียหายเงียบและใช้มือปิดปากผู้เสียหายไว้ ทั้งยังพูดจาข่มขู่ผู้เสียหายว่าหากไม่ยอมจะทำร้ายมารดาและพี่ของผู้เสียหาย ย่อมทำให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กเกิดความเกรงกลัวจนต้องจำยอมและไม่กล้าเล่าให้มารดาฟัง เมื่อพิจารณาสภาพบ้านที่เกิดเหตุเป็นบ้านก่ออิฐถือปูน มีความมั่นคงแน่นหนา ห้องนอนที่ผู้เสียหายพักเป็นห้องส่วนตัวซึ่งจำเลยสามารถกระทำความผิดได้โดยไม่มีบุคคลใดล่วงรู้ ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยตรวจสอบสมุดลงเวลาเรียนของครูประจำชั้นตามเอกสารท้ายอุทธรณ์ ปรากฏว่าวันที่ 7 สิงหาคม 2551 ผู้เสียหายไปเรียนไม่ได้อยู่ที่บ้านนั้น เห็นว่า เอกสารท้ายอุทธรณ์ที่จำเลยอ้างเป็นเพียงสำเนาเอกสารไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้รับรองและผู้รับรองมีความเกี่ยวพันกับเอกสารดังกล่าวอย่างไร ประกอบกับเอกสารดังกล่าวมีการตัดทอนให้เป็นแผ่นเดียวกัน เลขประจำตัวของผู้เสียหายก็เป็นลายมือเขียนแตกต่างจากนักเรียนคนอื่น ๆ ที่เป็นการพิมพ์ ในชั้นพิจารณาจำเลยมิได้นำครูประจำชั้นซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบการมาเรียนของผู้เสียหายมาเบิกความยืนยัน ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า นาง ว. ให้การในชั้นสอบสวนแตกต่างจากที่นาง ช. เบิกความว่าผู้เสียหายบอกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแก่นาง ช. เอง แต่นาง ว. ให้การว่า ผู้เสียหายบอกแก่นาง ว. นั้น เห็นว่า นาง ว. ให้การว่า นาง ว. เป็นผู้คาดคั้นผู้เสียหายจนทราบเรื่องว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราซึ่งขณะนั้นนาง ช. ไม่อยู่ แต่เมื่อนาง ช. กลับมา ผู้เสียหายก็ได้เล่าเหตุการณ์ให้นาง ช. ฟังอีกครั้งจนนาง ช. ทราบความจริง จึงมิได้ขัดแย้งแตกต่างกัน สำหรับอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยเป็นรายละเอียดไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป และศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้โดยชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า สำเนาสมุดลงเวลาเรียนเอกสารท้ายอุทธรณ์ของจำเลยเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่จะพิสูจน์ว่าคำให้การของผู้เสียหายไม่เป็นความจริง จึงเป็นพยานหลักฐานที่ควรรับฟังนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง มิใช่ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ดังนั้น เมื่อในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยไม่ได้นำสืบหรือถามค้านพยานโจทก์ด้วยเอกสารดังกล่าวให้ปรากฏข้อเท็จจริงไว้ จำเลยย่อมไม่อาจยกข้อเท็จจริงเช่นว่านั้นมาเพื่อขอให้ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานตามที่จำเลยกล่าวอ้างได้ เพราะเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับวินิจฉัยให้ ก็เป็นการไม่ชอบและไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกา เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้มานั้นเป็นการไม่ชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวเบิกความขัดแย้งกับพยานแวดล้อมอื่น และนาง ช. มารดาผู้เสียหายพาผู้เสียหายไปร้องทุกข์เพราะต้องการกลั่นแกล้งจำเลย พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาไม่รับฎีกาของจำเลยในข้อนี้ไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง อนึ่ง เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 มาตรา 5 และมาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 และมาตรา 279 และให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 สำหรับคดีส่วนแพ่งที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันกระทำความผิดนั้น คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 57 กรรม โดยผู้ร้องมิได้กล่าวมาในคำร้องหรือนำสืบให้ชัดแจ้งว่าขอดอกเบี้ยนับแต่วันกระทำความผิดวันใด ทั้งตามคำร้องของผู้ร้องมีคำขอบังคับให้จำเลยรับผิดในหนี้จากมูลละเมิดเป็นจำนวนเดียวซึ่งเป็นหนี้อันแบ่งแยกมิได้ และที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดก็เป็นหนี้จำนวนเดียว จึงต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลย ซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 ว่าขอดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดครั้งสุดท้าย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2551 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดครั้งแรกแก่ผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดครั้งสุดท้าย เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งทั้งชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2948/2563 พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี โจทก์ นางสาว ส. ผู้ร้อง นาย ฮ. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี · ผู้ร้อง - นางสาว ส. · จำเลย - นาย ฮ.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปดารณี ลัดพลี · พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง · บุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดปัตตานี - นางสาวเมลานี โล่ห์พัฒนานนท์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายจีระพัฒน์ พันธุ์ทวี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.666/2563

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4715/2542ฎีกา 99/2541ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1089/2559ฎีกา 2834/2527ฎีกา 4180/2548ฎีกา 272/2490ฎีกา 3099/2524ฎีกา 3136/2524ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1079/2497ฎีกา 6355/2544ฎีกา 605/2511ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 647/2563ฎีกา 861/2540ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 2766/2546ฎีกา 6321/2544ฎีกา 2170/2517ฎีกา 11/2539ฎีกา 2610/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา