⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 29/2564

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 29/2564

ป.อาญา ม.32, 33, 80 ฯลฯ · ป.วิ.อาญา ม.120, 121, 123 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนคดีอาญาแผ่นดินได้ทันทีเมื่อทราบว่ามีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีคำร้องทุกข์ตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ป.วิ.อ. มาตรา 121 วรรคสอง บัญญัติเพียงว่า เฉพาะคดีความผิดต่อส่วนตัวเท่านั้นที่พนักงานสอบสวนจะดำเนินการสอบสวนได้จะต้องมีคำร้องทุกข์เสียก่อน เมื่อคดีความผิดที่โจทก์ฟ้องเป็นความผิดอาญาแผ่นดินทุกฐานความผิด พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนโดยลำพังตนเองหากพบว่ามีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น โดยเฉพาะคดีนี้ ผู้เสียหายโทรศัพท์แจ้งเหตุต่อพนักงานสอบสวน เท่ากับว่าได้มีการกล่าวโทษซึ่งทำให้พนักงานสอบสวนทราบว่ามีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้นแล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจเริ่มต้นการสอบสวนได้ในทันทีด้วยการออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุและรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 130 บัญญัติไว้ ถือได้ว่าคดีนี้มีการสอบสวนในความผิดตามฟ้องโดยชอบแล้ว พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.120 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.121 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.123 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.130 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.193 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.216 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.92 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288 ประมวลกฎหมายอาญา ม.371

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.120 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.121 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.123 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.130 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 92, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นจำคุก 13 ปี 4 เดือน ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นจำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นจำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 13 ปี 20 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์มิได้อ้างส่งรายงานประจำวันรับแจ้งเหตุซึ่งพนักงานสอบสวนจัดทำขึ้นเนื่องจากนายพิษณุ ผู้เสียหาย โทรศัพท์แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่การมิได้อ้างส่งเอกสารที่ยืนยันว่าพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการทำบันทึกจากการร้องทุกข์ด้วยปากของผู้เสียหายตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 123 วรรคสาม บังคับไว้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีเอกสารนั้นเสมอไป อีกทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง บัญญัติเพียงว่า เฉพาะคดีความผิดต่อส่วนตัวเท่านั้น ที่พนักงานสอบสวนจะดำเนินการสอบสวนได้จะต้องมีคำร้องทุกข์เสียก่อน เมื่อคดีความผิดที่โจทก์ฟ้องเป็นความผิดอาญาแผ่นดินทุกฐานความผิด พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนโดยลำพังตนเองหากพบว่ามีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น โดยเฉพาะคดีนี้ ผู้เสียหายโทรศัพท์แจ้งเหตุต่อพนักงานสอบสวน เท่ากับว่าได้มีการกล่าวโทษซึ่งทำให้พนักงานสอบสวนทราบว่ามีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้นแล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจเริ่มต้นการสอบสวนได้ในทันทีด้วยการออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุและรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 130 บัญญัติไว้ ซึ่งตามคำเบิกความของพันตำรวจโทวิชัย พนักงานสอบสวน ยืนยันว่าได้ออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุและรวบรวมพยานหลักฐาน ถือได้ว่าคดีนี้มีการสอบสวนในความผิดตามฟ้องแล้วโดยชอบแล้ว พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายหรือไม่ และคนร้ายมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ นั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยใช้วิธีคัดลอกอุทธรณ์ตั้งแต่หน้า 14 จนถึงหน้าสุดท้ายชนิดคำต่อคำมาใส่ไว้ในฎีกาตั้งแต่หน้า 18 จนถึงหน้าสุดท้าย โดยมีเนื้อหาซึ่งจำเลยใช้วิธีสรุปจากอุทธรณ์ดังกล่าวเพิ่มเติมขึ้นอีกเล็กน้อย และแก้ไขเพิ่มเติมชื่อศาลที่โต้แย้งจากเดิมซึ่งเป็นศาลชั้นต้นเป็นศาลอุทธรณ์ภาค 7 และศาลที่ขอให้วินิจฉัยจากศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นศาลฎีกาเพื่อให้ตรงตามความเป็นจริงเท่านั้น ฎีกาของจำเลยจึงยังคงเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่เช่นเดิม ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็ได้วินิจฉัยในปัญหาเดียวกันนี้โดยละเอียดและมีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยที่เพิ่มเติมมากขึ้นจากที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้ว กล่าวคือ เรื่องที่ผู้เสียหายสังเกตเห็นจำเลยก่อนเกิดเหตุที่ร้านค้าซึ่งผู้เสียหายยืนยันว่าเปิดไฟสว่างไว้ ซึ่งสอดคล้องกับภาพถ่ายตามเอกสารท้ายอุทธรณ์ของจำเลย (เอกสารลำดับที่ 62/6) หรือเรื่องที่ผู้เสียหายมีความสนิทสนมกับนายกิตติศักดิ์ บิดาของจำเลย ซึ่งในคืนเกิดเหตุผู้เสียหายเป็นผู้ขับรถมาส่งนายกิตติศักดิ์ถึงที่บ้าน ย่อมไม่มีเหตุผลที่ต้องสร้างเรื่องขึ้นมากลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยโดยไม่มีมูลความจริง หรือเรื่องวิถีกระสุนปืนที่ถูกรถยนต์ผู้เสียหายมีความสอดคล้องกับที่ผู้เสียหายเบิกความ หรือแม้แต่เรื่องที่ผู้เสียหายโทรศัพท์แจ้งเหตุให้นายกิตติศักดิ์ทราบว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย แต่นายกิตติศักดิ์ไม่สามารถติดต่อจำเลยได้ หลังจากเกิดเหตุ เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นข้อสนับสนุนพยานหลักฐานโจทก์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 นำมาวินิจฉัยว่ามีน้ำหนักเชื่อได้ว่าจำเลยเป็นคนร้าย แต่ฎีกาของจำเลยมิได้โต้แย้งข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เรื่องดังกล่าวว่าไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร ควรวินิจฉัยอย่างไรและด้วยเหตุผลใด หรือมีอุทธรณ์ข้อใดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังมิได้วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยซึ่งมิได้ยกเหตุผลขึ้นคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เช่นนี้ จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 216 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 ที่กำหนดหลักเกณฑ์ว่าฎีกาต้องมีข้อคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์และระบุข้อเท็จจริงโดยย่อหรือข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงเป็นลำดับ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนฎีกาของจำเลยที่เพิ่มเติมขึ้นจากนี้อีกเล็กน้อยเป็นรายละเอียดปลีกย่อยซึ่งไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยไว้โดยละเอียดและชอบด้วยเหตุผลแล้วได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีกเช่นกัน พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 29/2564 พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี โจทก์ นาย พ. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี · จำเลย - นาย พ.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์ · ชลิต กฐินะสมิต · กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นายวัชระ เอี่ยมอธิคม · ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นางสาววิภา ลีลาวิวัฒน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.2052/2563

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 99/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 2147/2521ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 647/2563ฎีกา 551/2514ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 7601/2540ฎีกา 1082/2511ฎีกา 239/2484ฎีกา 11/2539ฎีกา 1141/2506ฎีกา 34/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา