⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 108/2566

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 108/2566

ป.อาญา ม.32, 33, 91 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การทำปลอมเงินตราและมีไว้เพื่อใช้ เป็นความผิดสำเร็จแล้ว แม้จะนำไปใช้ในการกระทำความผิดอื่นอีกก็ตาม การกระทำแต่ละกรรมที่ประสงค์ต่อผลต่างกัน ถือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

ย่อคำพิพากษา

จำเลยทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตราธนบัตรของรัฐบาลไทยชนิดราคา 100 บาท และมีธนบัตรปลอมนั้นไว้เพื่อนำออกใช้โดยรู้ว่าเป็นของปลอม เป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่ทำปลอมและมีธนบัตรปลอมไว้เพื่อนำออกใช้แล้ว จากนั้นจำเลยนำธนบัตรรัฐบาลไทยปลอมที่จำเลยทำปลอมขึ้นดังกล่าวไปใช้ลักทรัพย์ ด้วยการใส่ธนบัตรปลอมดังกล่าวเข้าไปในช่องรับเงินของตู้เติมเงินบุญเติมของผู้เสียหายเพื่อโอนเงินจำนวนดังกล่าวไปยังบัญชีธนาคารของผู้มีชื่อที่จำเลยมีหรือเปิดไว้ใช้งานโดยมีเจตนาทุจริตที่จะเอาเงินดังกล่าวไป เป็นการกระทำที่จำเลยมีเจตนาประสงค์ต่อผลต่างกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.240 ประมวลกฎหมายอาญา ม.244 ประมวลกฎหมายอาญา ม.248 ประมวลกฎหมายอาญา ม.335

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.240 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 93, 240, 244, 248, 335 ให้จำเลยคืนเงิน 1,800 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และคืนเงิน 1,600 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 ริบของกลางทั้งหมด และเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240, 244, 335 (1) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเงินตราและฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งเงินตราโดยรู้ว่าเป็นของปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมขึ้นเองซึ่งเงินตราปลอมที่มีไว้เพื่อนำออกใช้ ให้ลงโทษฐานปลอมเงินตราตามมาตรา 240 แต่กระทงเดียวตามมาตรา 248 จำคุก 10 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (8) เป็นจำคุก 15 ปี ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี เพิ่มโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) เป็นจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานปลอมเงินตรา จำคุก 7 ปี 6 เดือน ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน 2 กระทง จำคุกกระทงละ 9 เดือน เป็นจำคุก 18 เดือน รวมจำคุก 7 ปี 24 เดือน ริบของกลางทั้งหมด กับให้จำเลยคืนเงิน 1,800 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และคืนเงิน 1,600 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ในการแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ต้องหาทราบตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 พนักงานสอบสวนไม่ได้สอบถามเรื่องการมีทนายความหรือไม่ การสอบสวนจึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคแรก บัญญัติถึงอำนาจและหน้าที่ของพนักงานสอบสวนในชั้นแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาซึ่งมาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนโดยกำหนดให้พนักงานสอบสวนถามชื่อตัว ชื่อรอง ชื่อสกุล สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ที่เกิดของผู้ต้องหาเป็นประการแรก จากนั้นจึงแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิด แล้วแจ้งข้อหาให้ทราบ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 วรรคแรกและวรรคสอง บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่ต้องถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ โดยต้องถามก่อนเริ่มถามคำให้การ เมื่อบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา กับบันทึกคำให้การจำเลยชั้นสอบสวน ซึ่งล้วนทำขึ้นในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการตามขั้นตอนของมาตรา 134 วรรคแรก และได้สอบถามจำเลยเรื่องทนายความตามมาตรา 134/1 วรรคสองแล้ว กับแจ้งด้วยว่าจำเลยมีสิทธิให้ทนายความเข้าฟังการสอบสวนปากคำตนได้ จำเลยให้การว่าไม่มีและไม่ต้องการทนายความ ถือว่าการสอบสวนชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง และที่จำเลยฎีกาว่า คำขอท้ายคำฟ้องอาญาในคำฟ้องฉบับที่จำเลยได้รับมีลักษณะคล้ายการถ่ายสำเนา และไม่มีลายมือชื่อผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 นั้น เห็นว่า คำขอท้ายคำฟ้องอาญาจากคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ปรากฏทั้งลายมือชื่อผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ไว้อย่างชัดแจ้งแล้ว ซึ่งแตกต่างจากที่จำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างลอย ๆ ในฎีกา ฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและความผิดฐานปลอมเงินตราเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่เป็นหลายกรรมนั้น เห็นว่า จำเลยทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตราธนบัตรของรัฐบาลไทยชนิดราคา 100 บาท และมีธนบัตรปลอมนั้นไว้เพื่อนำออกใช้โดยรู้ว่าเป็นของปลอม เป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่ทำปลอมและมีธนบัตรปลอมไว้เพื่อนำออกใช้แล้ว จากนั้นจำเลยนำธนบัตรรัฐบาลไทยปลอมที่จำเลยทำปลอมขึ้นดังกล่าวไปใช้ลักทรัพย์ ด้วยการใส่ธนบัตรปลอมดังกล่าวเข้าไปในช่องรับเงินของตู้เติมเงินบุญเติมของผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 เพื่อโอนเงินจำนวนดังกล่าวไปยังบัญชีธนาคารของผู้มีชื่อที่จำเลยมีหรือเปิดไว้ใช้งานโดยมีเจตนาทุจริตที่จะเอาเงินดังกล่าวไป เป็นการกระทำที่จำเลยมีเจตนาประสงค์ต่อผลต่างกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน มิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การออกหมายจำคุกจำเลยระหว่างอุทธรณ์ฎีกาที่หักวันต้องขังให้จำเลยเพียง 2 วัน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยถูกจับวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 พนักงานสอบสวนฝากขังจำเลยต่อศาลในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2564 พร้อมกัน 3 คดี คดีนี้คือคดี ฝ.34/2564 กับคดี ฝ.35/2564 และ ฝ.36/2564 จำเลยไม่เคยได้รับการปล่อยชั่วคราว ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาวันที่ 18 สิงหาคม 2564 จำเลยจึงถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษาทั้ง 3 คดี รวม 588 วัน คงต้องหักวันคุมขังก่อนศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสิ้น 588 วัน มิใช่ 2 วัน เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 วรรคแรก บัญญัติว่า โทษจำคุก เริ่มแต่วันมีคำพิพากษา แต่ถ้าผู้ต้องคำพิพากษาถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษา ให้หักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษา เว้นแต่คำพิพากษานั้นจะกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น คำว่า "ถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษา" หมายความว่า จำเลยต้องถูกคุมขังอยู่ในคดีที่ศาลมีคำพิพากษา กรณีจึงไม่อาจนำวันที่จำเลยถูกคุมขังในคดีอื่นมาหักออกจากระยะเวลาจำคุกในคดีนี้ได้ ที่จำเลยอ้างว่าต้องหักวันคุมขังก่อนศาลพิพากษา 588 วัน เป็นกรณีที่จำเลยคิดคำนวณระยะเวลาที่ถูกคุมขัง 196 วัน ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้ซึ่งซ้อนกับการคุมขังในคดีอื่นอีก 2 คดี ไปนับรวมกันทั้ง 3 จึงไม่ถูกต้อง คดีนี้จำเลยถูกจับกุมวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 ศาลชั้นต้นออกหมายขังระหว่างสอบสวนวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2564 ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาและออกหมายจำคุกจำเลยระหว่างอุทธรณ์ฎีกาเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2564 แต่ให้เริ่มนับโทษจำคุกตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2564 จึงเท่ากับหักวันคุมขังระหว่างสอบสวนและระหว่างการพิจารณาจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแล้วและเมื่อระบุว่าจำเลยต้องขังมาแล้ว 2 วัน ซึ่งหมายถึงการคุมขังตั้งแต่วันที่จำเลยถูกจับกุมจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นออกหมายขังระหว่างสอบสวนนั้น ให้คิดหักให้ด้วย หมายจำคุกระหว่างอุทธรณ์ฎีกาจึงมีการหักวันที่จำเลยถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษาออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษาโดยถูกต้อง จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 108/2566 พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ โจทก์ นาย พ. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ · จำเลย - นาย พ.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร · อนุสรณ์ ศรีเมนต์ · วิชัย ช้างหัวหน้า
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นายยอดวิทย์ รัตนประสพ · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายวิวุฒิ มณีนิล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1870/2565

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1447/2531ฎีกา 1093/2568ฎีกา 3146/2541ฎีกา 1610/2539ฎีกา 1394/2522ฎีกา 2365/2563ฎีกา 3120/2559ฎีกา 9026/2553ฎีกา 13379/2555ฎีกา 1392/2564ฎีกา 7570/2541ฎีกา 21848/2555ฎีกา 20504/2556ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 1554/2521ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา