⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7207/2568

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7207/2568

เกินคำขอ/พิพากษา

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อจำเลยรับสารภาพ ศาลจะลงโทษจำเลยได้โดยอาศัยคำรับสารภาพประกอบพยานหลักฐานอื่น หากจำเลยอุทธรณ์เพียงประเด็นอื่นที่ไม่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่รับฟังลงโทษ ถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้ว การฎีกาประเด็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลอุทธรณ์ หรือไม่เป็นสาระแก่คดี จะต้องห้ามฎีกา.

ย่อคำพิพากษา

เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาโดยสืบพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองประกอบคำรับสารภาพ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง โดยจำเลยไม่สืบพยาน แล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ชอบที่จะอุทธรณ์โต้แย้งว่า พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองที่นำสืบมายังไม่เป็นที่พอใจฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง เมื่อในชั้นอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์แต่เพียงว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง เนื่องจากคำฟ้องโจทก์มิได้ระบุ ป.อ. มาตรา 83 ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง และขอให้ปรับลดโทษให้แก่จำเลย จึงต้องถือว่าจำเลยเห็นพ้องด้วยกับการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น กรณีจึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยในชั้นอุทธรณ์ ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีน้ำหนักเพียงพอจะพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ทั้งยังไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรรับการวินิจฉัย ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ป.อ. มาตรา 83 บัญญัติอยู่ในภาค 1 บทบัญญัติทั่วไป ลักษณะ 1 บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไป หมวด 6 ว่า ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้น โดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ศาลจะต้องวางโทษบุคคลเหล่านั้นอย่างไร มิใช่บทบัญญัติภาค 2 ความผิด หรือภาค 3 ลหุโทษ ที่บัญญัติว่าการกระทำเป็นความผิดทางอาญาฐานใด ดังนั้นฟ้องโจทก์ที่บรรยายไว้แล้วว่าจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานดังกล่าวตามฟ้อง เพียงแต่ไม่ได้ระบุมาตรา 83 ลงไว้ด้วย จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นฟ้องที่ขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) ที่หมายถึงมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ดังนี้ ศาลล่างทั้งสองย่อมหยิบยก ป.อ. มาตรา 83 ขึ้นปรับบทลงโทษจำเลยได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.252 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317 จำเลยให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณา นางสาว ส. ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ข้อหาร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ข้อหาพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และข้อหากระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยเด็กอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ส่วนข้อหาอื่นโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต ส่วนนาย ว. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร ข้อหาร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร และข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร โดยให้เรียกผู้เสียหายที่ 2 ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 ส่วนข้อหาอื่นโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต นอกจากนี้ โจทก์ร่วมที่ 1 โดยโจทก์ร่วมที่ 2 ในฐานะผู้แทนเฉพาะคดี ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และโจทก์ร่วมที่ 2 ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ร้องทั้งสองขอมาสูงเกินกว่าความเสียหายที่แท้จริง ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 279 วรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี ฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งไม่ใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยเด็กอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยเด็กอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุก 3 ปี ฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุก 3 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งไม่ใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง จำคุก 25 ปี ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้กำลังประทุษร้าย และเด็กอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 34 ปี กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 70,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 (ที่ถูก โจทก์ร่วมที่ 1) และ 50,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 (ที่ถูก โจทก์ร่วมที่ 2) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวตามลำดับ นับถัดจากวันยื่นคำร้อง (วันที่ 16 เมษายน 2566) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง (ที่ถูก โจทก์ร่วมทั้งสอง) ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาสรุปทำนองว่า พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกกระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร ฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาโดยสืบพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองประกอบคำรับสารภาพ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง โดยจำเลยไม่สืบพยาน แล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ชอบที่จะอุทธรณ์โต้แย้งว่า พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองที่นำสืบมายังไม่เป็นที่พอใจฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง เมื่อในชั้นอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์แต่เพียงว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง เนื่องจากคำฟ้องโจทก์มิได้ระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง และขอให้ปรับลดโทษให้แก่จำเลย จึงต้องถือว่าจำเลยเห็นพ้องด้วยกับการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น กรณีจึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยในชั้นอุทธรณ์ ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีน้ำหนักเพียงพอจะพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ทั้งยังไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรรับการวินิจฉัย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลล่างทั้งสอง พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และลงโทษจำเลยตามฟ้อง โดยโจทก์ไม่ได้ระบุมาตรา 83 มาในคำขอท้ายฟ้องนั้น เป็นการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์ ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 บัญญัติอยู่ในภาค 1 บทบัญญัติทั่วไป ลักษณะ 1 บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไป หมวด 6 ว่า ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้น โดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ศาลจะต้องวางโทษบุคคลเหล่านั้นอย่างไร มิใช่บทบัญญัติภาค 2 ความผิด หรือภาค 3 ลหุโทษ ที่บัญญัติว่าการกระทำเป็นความผิดทางอาญาฐานใด ดังนั้นฟ้องโจทก์ที่บรรยายไว้แล้วว่าจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานดังกล่าวตามฟ้อง เพียงแต่ไม่ได้ระบุมาตรา 83 ลงไว้ด้วย จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นฟ้องที่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ที่หมายถึงมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ดังนี้ ศาลล่างทั้งสองย่อมหยิบยกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ขึ้นปรับบทลงโทษจำเลยได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7207/2568 พนักงานอัยการจังหวัด โจทก์ นางสาว ส. โดยนาย ว. ผู้แทนเฉพาะคดี กับพวก โจทก์ร่วม นาย ร. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัด · โจทก์ร่วม - นางสาว ส. โดยนาย ว. ผู้แทนเฉพาะคดี กับพวก · จำเลย - นาย ร.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)รังสิชัย บรรณกิจวิจารณ์ · มนูภาน ยศธแสนย์ · สถาพร ประสารวรรณ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชลบุรี - นางเอมอมรา ศิริปักมานนท์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายพริษฐ์ ปิยะนราธร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.376/2568

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1837/2531ฎีกา 2581/2548ฎีกา 6435/2555ฎีกา 99/2541ฎีกา 9114/2552ฎีกา 3345/2535ฎีกา 681/2491ฎีกา 272/2490ฎีกา 861/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 3136/2524ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1795/2493ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1220/2510ฎีกา 6911/2544ฎีกา 1360/2544ฎีกา 620/2490
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา