⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8184/2568

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8184/2568

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจองแต่ยังไม่ได้รับคำรับรองว่าได้ทำประโยชน์แล้ว จะโอนไม่ได้ เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดก ซึ่งหมายถึงทั้งทายาทโดยธรรมและผู้รับพินัยกรรม

ย่อคำพิพากษา

พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 8 วรรคสอง บัญญัติว่า "ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจอง แต่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไปไม่ได้เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดก" ซึ่งการตกทอดโดยทางมรดกนั้น มี 2 กรณี คือ ตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมและตกทอดแก่ผู้รับพินัยกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1603 เมื่อมาตรา 8 วรรคสองแห่ง พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ใช้ถ้อยคำว่าตกทอดโดยมรดก จึงหมายถึงทั้งทายาทโดยธรรมและผู้รับพินัยกรรมย่อมมีสิทธิตามมาตรานี้ เพราะหากกฎหมายประสงค์ให้หมายถึงเฉพาะทายาทโดยธรรมแล้ว ย่อมระบุให้ชัดแจ้ง เช่นตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2497 มาตรา 10 ว่า "ที่ดินที่ได้อนุญาตให้จับจองไปนั้น จะโอนไม่ได้เว้นแต่จะตกทอดไปยังทายาทโดยธรรมโดยทางมรดก" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านาย ผ. ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ในฐานะผู้รับพินัยกรรมในที่ดินพิพาทย่อมมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยรื้อรั้วออกจากที่ดินพิพาทได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1603 พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม.8

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วออกจากที่ดินของโจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา หากจำเลยเพิกเฉยให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยจำเลยเสียค่าใช้จ่าย จำเลยให้การแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายสิ่งของออกจากที่ดิน ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดิน โจทก์ให้การ แก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2530 รัฐออกใบจอง (น.ส. 2) เลขที่ 999 ให้แก่นายผจญ แล้วนายผจญทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทตามใบจองดังกล่าวให้แก่โจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2565 โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทในฐานะผู้รับพินัยกรรม จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินส่วนที่ระบายสีเขียวในแผนที่พิพาทเนื้อที่ประมาณ 32 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาท มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 8 วรรคสอง บัญญัติว่า "ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจอง แต่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไปไม่ได้เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดก" ซึ่งการตกทอดโดยทางมรดกนั้นมี 2 กรณี คือ ตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมและตกทอดแก่ผู้รับพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1603 เมื่อมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ใช้ถ้อยคำว่า ตกทอดโดยทางมรดก จึงหมายถึงทั้งทายาทโดยธรรมและผู้รับพินัยกรรมย่อมมีสิทธิตามมาตรานี้ เพราะหากกฎหมายประสงค์ให้หมายถึงเฉพาะทายาทโดยธรรมแล้ว ย่อมระบุให้ชัดแจ้ง เช่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2479 มาตรา 10 ว่า "ที่ดินที่ได้อนุญาตให้จับจองไปนั้น จะโอนไม่ได้ เว้นแต่จะตกทอดไปยังทายาทโดยธรรมโดยทางมรดก" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านายผจญทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ในฐานะผู้รับพินัยกรรมในที่ดินพิพาทย่อมมีอำนาจฟ้องเป็นคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่ทายาทของนายผจญแต่เป็นบุคคลภายนอก การที่นายผจญทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้โจทก์เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เห็นว่า ที่ดินพิพาทมีใบจองซึ่งเป็นหนังสือแสดงการยอมให้เข้าครอบครองที่ดินของรัฐชั่วคราว ไม่ใช่เอกสารสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์เกี่ยวกับที่ดิน ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่ดินมือเปล่า ฉะนั้น ระหว่างโจทก์กับจำเลย หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าฝ่ายใดเป็นผู้ยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ผู้นั้นย่อมได้สิทธิครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 เมื่อข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนที่ระบายสีเขียวในแผนที่พิพาท เนื้อที่ประมาณ 32 ตารางวา จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่ระบายสีเขียวนั้นและมีสิทธิห้ามไม่ให้โจทก์และบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินของจำเลย โจทก์ย่อมไม่อาจฟ้องขอให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทส่วนนี้ได้ สำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือซึ่งจำเลยฟ้องแย้งอ้างว่าจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์จึงมีสิทธิครอบครองนั้น จำเลยเบิกความเพียงว่า ภายหลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความ นายผจญไม่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนของตนตามสัญญา นายวิเชษฐ์จึงเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้วจำเลยครอบครองต่อจากนายวิเชษฐ์ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายวิเชษฐ์และจำเลยเข้าไปครอบครองทำประโยชน์อย่างไร แม้นางเพ็ญพร พี่ของจำเลยเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ว่างเปล่า มีบ่อบาดาลและต้นไม้คลุมบ่อ นายวิเชษฐ์และจำเลยเข้าไปปลูกต้นไม้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่เมื่อพิจารณาประกอบแผนที่พิพาท ปรากฏว่าต้นไม้ส่วนใหญ่อยู่ในที่ดินพิพาทส่วนที่ระบายสีเขียวเท่านั้น ในที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือมีต้นไม้เพียง 1 ต้น ดังนี้ พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนอื่นนอกเหนือจากส่วนที่ระบายสีเขียวในแผนที่พิพาท จำเลยจึงไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทส่วนดังกล่าว ส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายสิ่งของออกจากที่ดินพิพาทนั้น จำเลยไม่ได้นำสืบแสดงให้เห็นว่าโจทก์ปลูกสร้างสิ่งใดในบริเวณใดของที่ดินพิพาท จึงไม่อาจบังคับตามคำขอนี้ได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ห้ามโจทก์และบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่ระบายสีเขียวในแผนที่พิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งเป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8184/2568 นางสาว ข. โจทก์ นาย ส. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาว ข. · จำเลย - นาย ส.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุนันทา ผดุงเกียรติวงศ์ · ปิยนุช จรูญรัตนา · เพ็ญจันทร์ ไหลศิริกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน - นางสาวศรินลักษณ์ เกียรติยศเจริญ · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นางกาญจนา สิงห์ไฝแก้ว
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.242/2568

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1159/2511ฎีกา 19/2495ฎีกา 1054/2534ฎีกา 1170/2537ฎีกา 824/2523ฎีกา 7216/2542ฎีกา 9326/2538ฎีกา 885/2498ฎีกา 2434/2549ฎีกา 1695/2531ฎีกา 1466/2537ฎีกา 5670/2548ฎีกา 5767/2537ฎีกา 1343/2514ฎีกา 2681/2523ฎีกา 3174/2526ฎีกา 3028/2545ฎีกา 352/2493ฎีกา 7461/2547ฎีกา 587/2487ฎีกา 1699/2515ฎีกา 505/2511ฎีกา 7433/2537ฎีกา 1099/2502
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา