คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 956/2491
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การเพิ่มโทษตามมาตรา 73 แห่งประมวลกฎหมายอาญา จะกระทำได้เมื่อจำเลยกระทำความผิดอาญาขึ้นใหม่ภายหลังพ้นโทษครั้งสุดท้ายไม่เกินสามปี
* เมื่อโทษเพิ่มและโทษลดมีกำหนดเสมอกัน ให้หักกลบลบกันไปตามมาตรา 39 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
* การพิพากษาให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ จะต้องอยู่ภายในขอบเขตคำรับสารภาพของจำเลย
ย่อคำพิพากษา
จำเลยต้องโทษมาแล้วหลายครั้ง ๆ สุดท้ายจำเลยได้หลบหนี้ไปในระหว่างต้องโทษ แล้วกลับมากระทำผิดในคดีนี้ภายหลังที่พ้นโทษครั้งที่ 4 ไปยังไม่เกิน 3 ปี ก็เพิ่มโทษตามมาตรา 73 ได้
เมื่อคดีต้องเพิ่มโทษตามมาตรา 73 กึ่งหนึ่ง และลดฐานปราณีตามมาตรา 59 ลงกึ่งหนึ่ง โทษเพิ่มและลดมีกำหนดเสมอกัน ต้องหักกลบลบกันไปตามมาตรา 39
จำเลยให้การรับสารภาพว่า ได้รับของโจรตามฟ้องไว้จริง แต่ไม่ได้ลักทรัพย์ตามโจทก์ฟ้อง การพิพากษาให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ จึงเกินคำรับของจำเลย
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่ามีผู้ร้ายลักทรัพย์รวมราคา ๒๑ บาท ๕๐ สตางค์ ของนายบุญโชคไป เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมของกลางรวมราคา ๑๔ บาท ๕๐ สตางค์ ของเจ้าทรัพย์ ขอให้ลงโทษฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร และขอให้เพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบ ลงโทษกักกัน และสั่งคืนของกลางแก่เจ้าทรัพย์และให้จำเลยคืนหรือใช่ราคาทรัพย์ ๗ บาทด้วย จำเลยให้การรับว่าได้กระทำผิดฐานรับของโจร และเคยต้องโทษ โทษจำคุกครั้งหลังยังไม่ครบได้หลบหนี แล้วมาต้องคดีนี้
ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกและโทษกักกันมาแล้ว แต่ได้หลบหนีไปในระหว่างต้องโทษคดีแดง ๒๔๖/๒๔๘๘ แล้วมากระทำผิดเรื่องนี้ ภายหลังพ้นโทษครั้งที่ ๔ ไปยังไม่เกิน ๓ ปี แต่จะเพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบอีกไม่ได้ เพราะจำเลยยังไม่พ้นโทษคดีแดง ๒๔๖/๒๔๘๘ และโทษกักกันในคดีนั้นจำเลยยังไม่ได้รับ ควรระงับโทษกักกันในคดีนี้ไว้ พิพากษาลงโทษจำเลยตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา ๓๒๑ ให้จำคุก ๒ ปี ลดฐานรับสารภาพกึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑ ปี นับโทษต่อจากคดีแดง ๒๔๖/๒๔๘๘ ของกลางคืน และให้จำเลยใช้เงินที่ยังขาดแก่เจ้าทรัพย์
โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยทำผิดครั้งนี้ยังไม่พ้นโทษตามคดีแดง ๒๔๖/๒๔๘๘ ก็ดี แต่จำเลยพ้นโทษครั้งที่ ๔ ไปแล้วยังไม่เกิน ๓ ปี จึงเพิ่มโทษตามมาตรา ๗๓ ได้ พิพากษาแก้ให้เพิ่มโทษตามมาตรา ๗๓ อีกกึ่งหนึ่ง รวมโทษจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน นอกนี้ยืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ถือเอาการพ้นโทษครั้งที่ ๔ มาเป็นเกณฑ์เพิ่มโทษจำเลยชอบแล้ว คดีต้องเพิ่มโทษตามมาตรา ๗๓ กึ่งหนึ่ง เมื่อลดโทษฐานปราณีตามมาตรา ๕๙ ลงกึ่งหนึ่ง โทษเพิ่มและลดมีกำหนดเสมอกัน ต้องหักกลบลบกันไปตามมาตรา ๓๙ แต่ที่ศาลล่างให้จำเลยใช้เงินที่ยังขาดแก่เจ้าทรัพย์นั้นไม่ชอบ เพราะจำเลยให้การรับสารภาพเพียงว่าได้รับของโจรไว้จริง แต่ไม่ได้ลักทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง การพิพากษาให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จึงเกินคำรับของจำเลย
พิพากษาแก้ว่า โทษเพิ่มและลดของจำเลยมีกำหนดเสมอกัน หักกลบลบกันไป ให้จำคุกจะเลย ๒ ปี คำขอที่ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ให้ยกเสีย นอกนั้นคงยืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 956/2491
พนักงานอัยยการ กรมอัยยการ โจทก์
นายสุวรรณ ป้อมหลักทอง จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยยการ กรมอัยยการ · จำเลย - นายสุวรรณ ป้อมหลักทอง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | นนทปัญญา · ธรรมบัณฑิต · นาถปรีชา |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลชั้นต้น - นายผล พิทักษ์พล · ศาลอุทธรณ์ - หลวงวิเทศจรรยารักษ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา