⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1198/2492

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1198/2492

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ของหมั้นไม่จำเป็นต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของชายคู่หมั้น และการที่ฝ่ายหญิงไม่ทราบข้อตกลงระหว่างชายคู่หมั้นกับบุคคลภายนอกเกี่ยวกับของหมั้นนั้น จะนำมาผูกพันฝ่ายหญิงไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

ของหมั้นไม่จำต้องเป็นกรรมสิทธิของชายคู่หมั้น แม้จะเป็นของคนอื่นก็อาจเป็นของหมั้นและตกเป็นกรรมสิทธิแก่หญิงในเมื่อสมรสแล้วได้ ป.ม.แพ่ง ฯ มาตรา 1436 ก็ใช้คำว่า ฝ่ายชาย มิได้ใช้คำว่า ชาย เฉย ๆ พ.สามีจำเลยกับจำเลยได้ไปทำการหมั้นโจทก์ให้แก่ จ. ซึ่งเป็นบุตรของ พ. โดยใช้แหวนเป็นของหมั้น แหวนนี้จะเป็นเพียงจำเลยให้ยืม โดย พ.ทราบด้วยหรือไม่ทราบก็ตาม เมื่อปรากฎว่าทางฝ่ายโจทก์และบิดามารดาโจทก์หาได้ทราบความข้อนี้ด้วยไม่ จึงจะเอาข้อตกลงระหว่าง จ.กับจำเลยตลอดจนความไม่รู้ของ พ.หากเป็นความจริง ไปผูกมัดโจทก์ไม่ได้. การที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้กำหนดค่าฤชาธรรมเนียมให้โจทก์ ซึ่งเป็นฝ่ายชนะนั้น โจทก์อาจฎีกาได้ตามมาตรา 168 ป.ม.วิ.แพ่ง แต่โจทก์ไม่ได้ฎีกา เป็นแต่เพียงแถลงมาในคำแก้ฎีกานั้นย่อมไม่ได้ แต่เนื่องจากเวลาพิพากษาศาลฎีกามีอำนาจสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตลอดไปถึงของศาลล่างด้วย โดยอาศัยอำนาจนี้ ศาลฎีกาอาจวินิจฉัยเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนี้ให้ได้ในเมื่อเห็นสมควร เมื่อพ้นกำหนดยื่นคำแก้อุทธรณ์ตามมาตรา 237 วรรคต้น ป.ม.วิ.แพ่งแล้วจำเลยจะยื่นคำแก้อุทธรณ์ไม่ได้ จะยื่นได้ก็แต่ในฐานะคำแถลงการณ์ตามมาตรา 246,186 วรรค 2 ป.ม.วิ.แพ่ง หากยื่นคำแก้อุทธรณ์ภายหลังกำหนดและศาลรับไว้ก็รับไว้ในฐานะเป็นคำแถลงการณ์เท่านั้น ซึ่งมีผลว่าจำเลยจะตั้งประเด็นในศาลอุทธรณ์ไม่ได้เพราะเป็นแต่เพียงคำแถลงการณ์ ไม่ใช่คำแก้อุทธรณ์ซึ่งเป็นคำคู่ความที่จำเลยอาจตั้งประเด็นไว้ การยื่นคำแก้อุทธรณ์ภายหลังกำหนดอันถือได้ว่าเป็นการยื่นคำแถลงการณ์นี้ ก็ถือได้ว่าทนายของจำเลยอุทธรณ์ได้ว่าคดีในชั้นศาลอุทธรณ์เหมือนกัน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.161 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.167 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.168 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.186 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.237 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.5 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1436

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์กับจำเลยได้เป็นเฒ่าแก่ฝ่ายชาย ในการประกอบพิธีหมั้นระหว่างหม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนีกับโจทก์ และได้ประทานแหวนเพ็ชรลูกขนาด ๑๑ กาหรัดเศษวงหนึ่งให้เป็นของหมั้น โจทก์กับหม่อมเจ้าจันทร์จิรายุได้ทำการสมรสกันแล้ว โจทก์ได้มอบแหวนหมั้นให้แก่หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ นำไปถวายกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์และจำเลยให้ช่วยเก็บรักษา โดยตำหนักที่อยู่ไม่ค่อยมิดชิด และไม่มีตู้นิรภัย ต่อมากรมหมื่นพิทยาลงกรณ์สิ้นพระชนม์ ปรากฎว่าได้ทำพินัยกรรม์ยกทรัพย์ทั้งหมดให้แก่จำเลยผู้เดียว โจทก์ได้ขอแหวนคืนจำเลยไม่ยอม จึงขอให้ศาลบังคับ หากไม่ยอมคืนหรือคืนไม่ได้ ก็ให้ใช้ราคาทรัพย์ จำเลยต่อสู้ว่า ม.จ.จันทร์จิรายุมาขอยืมแหวนวงนี้จากจำเลย เพื่อไปใช้เป็นแหวนหมั้นชั่วคราว และว่าฟ้องเคลือบคลุม ศาลแพ่งเห็นว่า ฟ้องไม่เคลือบคลุม และเห็นว่าแหวนนี้เป็นของหมั้น โดยผลของกฎหมายย่อมตกเป็นสิทธิแก่โจทก์ ทางฝ่ายชายจะมีข้อตกลงเป็นเงื่อนไขอย่างไร หามีผลผูกพันฝ่ายหญิงไม่ พิพากษาให้จำเลยคืนแหวนพิพาทให้แก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน. จำเลยฎีกาว่า กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ไม่ได้รู้เห็นยินยอมหรือประทานแหวนรายพิพาทให้เป็นของหมั้น ของหมั้นตกเป็นกรรมสิทธิแก่หญิง จะต้องเป็นกรรมสิทธิของชายคู่หมั้นก่อน ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม โจทก์แก้ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ไม่ได้กำหนดให้จำเลยเสียค่าธรรมเนียม ค่าทนายชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นว่า ฟ้องไม่เคลือบคลุม การหมั้น ป.ม.แพ่งฯ บรรพ ๕ ไม่ได้เปลี่ยนรูปสัญญาหมั้น ของหมั้นไม่จำเป็นต้องตกเป็นกรรมสิทธิของชายคู่หมั้น แม้จะเป็นของคนอื่น ก็อาจเป็นของหมั้น และตกเป็นกรรมสิทธิแก่หญิงเมื่อสมรสได้ มาตรา ๑๔๓๖ ก็ใช้คำว่ ฝ่ายชาย มิได้ใช้คำว่า ชาย เฉย ๆ คดีนี้ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์และจำเลยได้เป็นผู้ไปทำการหมั้นโจทก์ให้แก่ ม.จ.จันทร์จิรายุ โดยใช้แหวนรายพิพาทเป็นของหมั้น แหวนเพ็ชรนี้จะเป็นเพียงจำเลยให้ยืม โดยกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ทรงทราบด้วย ในขณะให้ยืมหรือไม่ก็ตาม ไม่สำคัญ เพราะปรากฎว่าทางฝ่ายโจทก์และบิดามารดาโจทก์หาทราบความข้อนี้ด้วยไม่ จึงเอาข้อตกลงระหว่าง ม.จ.จันทร์จิรายุและจำเลยตลอดจนความไม่ทรงทราบของกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ หากว่าเป็๋นความจริงไปผูกมัดโจทก์ไม่ได้ ส่วนที่โจทก์กล่าวมาในคำแก้ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ไม่ได้กำหนดค่าฤชาธรรมเนียมนั้น กรณีเช่นนี้โจทก์อาจฎีกาได้ตาม ป.ม.วิ.แพ่งมาตรา ๑๖๘ แต่ถ้าโจทก์จะประสงค์ฎีกาในข้อนี้ โจทก์ต้องทำเป็นรูปคำฟ้องฎีกาโดยเสียค่าธรรมเนียม จะร้องมาในคำฎีกาไม่ได้ อย่างไรก็ดีเนื่องจากศาลฎีกาพิพากษา ศาลฎีกามีอำนาจสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตลอดไปถึงของศาลล่างด้วย ฉะนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรที่จะพิเคราะห์โดยอาศัยอำนาจนี้ ตาราง ๖ ท้าย ป.ม.วิ.แพ่ง ซึ่งว่าด้วยอัตราค่าทนายความและหมายเหตุปรากฎว่า โจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์ฟลังจากรับสำเนาอุทธรณ์แล้วประมาณ ๓ เดือน และคดีไม่มีการแถลงด้วยวาจาต่อหน้าศษลอุทธรณ์ตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๓๗ วรรคต้น จำเลยอุทธรณ์ (โจทก์ในคดีนี้) หากประสงค์จะยื่นคำแก้อุทธรณ์ก็ต้องยื่นเสียภายใน ๑๕ วันนับแต่วันส่งสำเนาอุทธรณ์ เมื่อพ้นกำหนดนี้แล้วสิทธิของจำเลยที่จะยื่นคำแก้อุทธรณ์ก็หมดไป แต่ยังมีสิทธิยื่นคำแถลงการณ์ได้ตามมาตรา ๒๕๖ และ ๑๘๖ วรรค ๒ คำฟ้องอุทธรณ์และคำแก้อุทธรณ์นั้น แม้จะเป็นคำคู่ความ แต่ก็มีลักษณะผิดกับคำฟ้องและคำให้การในศาลชั้นต้น กล่าวคือ คำฟ้องอุทธรณ์และคำแก้อุทธรณ์เป็นไปในลักษณะคำคู่ความกับคำแถลงการณ์รวมกัน (ดูมาตรา ๑(๑๖) ประโยคท้าย) ฉะนั้นเมื่อพ้นกำหนดยื่นคำแก้อุทธรณ์ตามมาตรา ๒๓๗ วรรคต้นแล้ว จำเลยอุทธรณ์จะยื่นคำแก้อุทธรณ์ไม่ได้ จะยื่นได้ก็แต่ในฐานเป็นคำแถลงการณ์ หาใช่คำแก้อุทธรณ์ไม่ แม้จำเลยอุทธรณ์จะใช้คำแก้อุทธรณ์ และหากศาลยอมรับไว้ ศาลฎีกาก็รับไว้ในฐานะเป็นคำแถลงการณ์เท่านั้น ผลผิดกันในข้อสำคัญที่ว่า เมื่อยื่นเป็นคำแก้อุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์อาจตั้งประเด็นในศาลอุทธรณ์ได้ภายในกรอบที่กฎหมายว่าไว้ แต่ถ้ายื่นภายหลังกำหนดและถือเป็นคำแถลงการณ์แล้ว จะตั้งประเด็นเช่นว่านั้นไม่ได้ ถ้าตั้งประเด็นมาก็ฟังไม่ได้ เพราะการตั้งประเด็นต้องตั้งด้วยคำคู่ความ จะต้องด้วยคำแถลงการณ์หาได้ไม่ การที่จำเลยอุทธรณ์ยื่นคำแก้อุทธรณ์หลังกำหนดอันได้ว่าเป็นการยื่นแถลงการณ์เช่นนี้ จะว่าทนายความของจำเลยอุทธรณ์ไม่ได้ว่า คดีในชั้นศาลอุทธรณ์นั้นเสียเลยก็ไม่ได้ การที่ทนายความมาแถลงการณ์ด้วยวาจา ถือได้ว่าเป็นการว่าคดีฉันใด การแถลงเป็นลายลักษณ์อักษรก็ถือได้ว่าเป็นการว่าคดีฉันนั้น ศาลฎีกาเข้าใจว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ก็ได้พิเคราะห์แล้ว หากแต่เห็นว่าค่าทนายความควรเป็นพับไป จึงมิได้สั่ง ว่าตามตัวบทก็มี ป.ม.วิ.แพ่งมาตรา ๑๖๗ กำหนดไว้ว่า ศาลจะตั้งสั่ง สั่งอย่างไรก็ดั่งที่กล่าวไว้ในมาตรา ๑๖๑ ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า ควรเป็นพับ ก็น่าจะได้สั่งไว้เพื่อจะได้ตรงกับตัวบทและปราศจากความสงสัย พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1198/2492 หม่อมวิภา รัชนี โจทก์ หม่อมเจ้าหญิงพิมลพรรณ รัชนี ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - หม่อมวิภา รัชนี · ล. - หม่อมเจ้าหญิงพิมลพรรณ รัชนี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จำรูญเนติศาสตร์ · มนูภันย์วิมลสาร · ทรงนิติกรณ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายชวน สิงหลกะ · ศาลอุทธรณ์ - พระพิบูลไอศวรรย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2909/2524ฎีกา 5692/2538ฎีกา 356/2530ฎีกา 3467/2525ฎีกา 5732/2552ฎีกา 4810/2542ฎีกา 1010/2539ฎีกา 609/2526ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2076/2542ฎีกา 1739/1739ฎีกา 3651/2526ฎีกา 4637/2567ฎีกา 2409/2551ฎีกา 5640/2540ฎีกา 469/2531ฎีกา 4041/2542ฎีกา 8108/2542ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 7201/2568ฎีกา 70/2518ฎีกา 581/2502ฎีกา 2170/2517
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา