⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 607/2494

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 607/2494

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* ดอกเบี้ยที่เรียกเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดตกเป็นโมฆะ แต่ต้นเงินกู้ไม่ตกเป็นโมฆะ * การฟ้องร้องให้บังคับคดีเงินกู้ยืมที่มีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ผู้ให้กู้ต้องแสดงต้นฉบับเอกสาร หรือเอกสารนั้นได้ถูกเวนคืนหรือถูกแทงเพิกถอนแล้ว

ย่อคำพิพากษา

ตกลงกู้เงิน 40000 บาทคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 บาทต่อเดือนเป็นเวลา 10 เดือนเป็นเงิน 2000 บาท เอารวมไว้เป็นเงินกู้ด้วย เมื่อกรณีเป็นที่พึงสันนิษฐานได้ว่า คู่สัญญามีเจตนาที่จะแยกการกู้เงินและเรียกดอกเบี้ยออกต่างหากจากกันแล้ว ส่วนดอกเบี้ยที่เรียกเกินอัตราก็ตกเป็นโมฆะ แต่ต้นเงินกู้หาเป็นโมฆะด้วยไม่ การใช้เงินกู้ยืมที่มีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมา แสดงหรือได้เวนคืนเอกสาร หรือได้แทงเพิกถอนลงไว้แล้วเท่านั้น ทั้งนี้จะเป็นตัวผู้กู้ชำระเองหรือบุคคลที่ 3 เป็นผู้ชำระก็เช่นเดียวกัน เพราะมาตรา 653 มิได้บัญญัติยกเว้นถึงตัวบุคคลผู้ชำระหนี้ไว้เลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.113 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.135 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ไป ๖,๐๐๐ บาท แล้วไม่ชำระ จึงขอให้บังคับจำเลยชำระ จำเลยต่อสู้ว่า กู้ไปเพียง ๔,๐๐๐ บาท กำหนดใช้ ๑๐ เดือนคิดดอกเบี้ยร้อยละ ๕ ต่อเดือน เป็นเงิน ๒๐๐๐ บาท ทำรวมกันต้นเงินเข้าด้วยเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา สัญญากู้จึงเป็นโมฆะและความจริงจำเลยได้รับเงินไปเพียง ๑๒๐๐ บาท ก็ได้ชำระให้โจทก์แล้ว โดยนายสงวนใช้แทน ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยใช้ต้นเงิน ๔๐๐๐ บาท โจทก์และจำเลยต่างฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้ตกลงกู้เงินโจทก์ไป ๔๐๐๐ บาท แต่เวลาทำสัญญากันโจทก์คิดดอกเบี้ยร้อยละ ๕ บาทต่อเดือนเป็นเวลา ๑๐ เดือนเป็นเงิน ๒๐๐๐ บาท เอารวมไว้เป็นเงินกู้ด้วย ดังนี้การกู้ยืมเงินต้น หาเป็นการผิดกฎหมาย แต่เป็นการคิดดอกเบี้ยกันเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ เป็นความผิดตามกฎหมายต่างหาก กรณีพึงสันนิษฐานได้ว่า โจทก์จำเลยมีเจตนาที่จะแยกการกู้เงินและเรียกดอกเบี้ยออกต่างหากจากกัน ส่วนดอกเบี้ยที่เรียกเกินอัตราจึงตกเป็นโมฆะ ต้นเงินกู้หาเป็นโมฆะด้วยไม่ ส่วนข้อโต้แย้งของจำเลยในเรื่องนำสืบพยานบุคคลว่าได้ใช้เงินกู้รายนี้แล้ว ไม่เป็นการต้องห้ามตาม ป.ม.แพ่งฯมาตรา ๖๕๓ วรรค ๒ เพราะได้ตกลงให้บุคคลที่ ๓ เป็นผู้ชำระหนี้นั้น รับฟังไม่ได้เพราะมาตรา ๖๕๓ วรรค ๒ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า การนำสืบการใช้เงินกู้ยืมที่มีหลักฐานเป็นหนังสือจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง ฯลฯ มิได้บัญญัติยกเว้นถึงตัวผู้ชำระหนี้ไว้เลย นอกจากนี้การที่จะสืบว่ารับเงินไปเพียง ๑๒๐๐ บาท ก็เป็นการสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารต้องห้ามตาม ป.ม.วิ.แพ่งมาตรา ๙๔ อีก ศาลอุทธรณ์ชี้ขาดชอบแล้ว จึงพิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 607/2494 นายโฉม นพรัตน์ โจทก์ นายเสริมพันธ์ อรุณประเสริฐ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายโฉม นพรัตน์ · จำเลย - นายเสริมพันธ์ อรุณประเสริฐ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นนทประชา · มนูภันย์วิมลสาร · ศิลปสิทธิวินิจฉัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายฉัตร รัตนทศีย์ · ศาลอุทธรณ์ - นายชวนสิง+
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1492/2528ฎีกา 3562/2527ฎีกา 1345/2532ฎีกา 1462/2565ฎีกา 5753/2531ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3245/2534ฎีกา 231/2482ฎีกา 170/2546ฎีกา 2721/2548ฎีกา 272/2490ฎีกา 199/2537ฎีกา 1578/2493ฎีกา 8732/2549ฎีกา 548/2522ฎีกา 275/2487ฎีกา 978/2510ฎีกา 794/2509ฎีกา 1896/2492ฎีกา 612-615/2519ฎีกา 3583/2524ฎีกา 2657/2534ฎีกา 306/2506ฎีกา 2356/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา