⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 640/2494

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 640/2494

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การที่หญิงไม่ยอมร่วมประเวณีกับชาย ถือเป็นเหตุสำคัญอันพอจะทำให้ชายปฏิเสธการสมรสได้ และชายมีสิทธิเรียกของหมั้นคืนได้ 2. เมื่อทรัพย์สินที่นำมาสร้างโรงเรือนเป็นของโจทก์และจำเลยร่วมกัน แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าทรัพย์สินชิ้นใดเป็นของใคร หรือฝ่ายใดมีส่วนเป็นเจ้าของเกินกว่าครึ่ง ให้ถือว่าโจทก์และจำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของโรงเรือนเท่ากัน

ย่อคำพิพากษา

ชายหญิงทำพิธีแต่งงานกันตามประเพณี แต่หญิงไม่ยอมหลับนอนร่วมประเวณีกับชายฉันท์สามีภริยาโดยแยกไปนอนเสียคนละห้องกับชายอยู่มาประมาณ 10 วัน มารดาของหญิงบอกให้ชายพาหญิงเข้าห้องเอาเอง ชายจึงเข้าไปจับเอวหญิงออกมาจากห้องที่หญิงนอน หญิงฉวยแจกันตีศีร์ษะชายแตก โลหิตออกแจกันหักแล้วยังใช้แจกันตีชายถูกโหนกแก้มเป็นบาดแผลต้องเย็บถึง 7 เข็มชายจึงกลับบ้านและไม่ยอมจดทะเบียนสมรสกับหญิง ดังนี้ถือว่าการกระทำของหญิงเป็นเหตุผลสำคัญอันพอที่จะทำให้ชายปฏิเสธไม่ยอมสมรสด้วยหญิงตาม ป.ม.แพ่งฯมาตรา 1441 ได้ ชายจึงมีสิทธิเรียกของหมั้นคืนจากหญิงได้ โจทก์จำเลยร่วมกันนำสัมภาระและลงทุนปลูกสร้างเรือนขึ้น 1 หลัง แต่ไม่ได้ความพอจะชี้ได้ว่าสัมภาระชิ้นใดเป็นของผู้ใดได้ทุกชิ้น ทั้งไม่ได้ความว่าแต่ละฝ่ายได้มีส่วนเป็นเจ้าของอยู่เกินกว่าครึ่ง ดังนี้ต้องถือว่า โจทก์และจำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของเรือนรายนี้เท่า ๆ กัน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1357 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1441

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้สู่ขอจำเลยที่ ๒ บุตรีจำเลยที่ ๑ เป็นภริยา จำเลยที่ ๑ ตกลงยอมให้ โจทก์นำเงิน ๑,๐๐๐ บาท หมั้นจำเลยที่ ๒ ไว้แล้วโจทก์ได้ฝากบำเรอและทำนาเป็นหุ้นส่วนกับจำเลยทั้ง ๒ เป็นเวลา ๒ ปี ได้ผลข้าวเหลือประมาณ ๒,๐๐๐ เสียง ราคา ๑,๐๐๐ บาท และโจทก์ยังได้ออกเงินจัดการปลูกเรือนหออีก ต่อมาโจทก์ได้ทำพิธีแต่งงานกับจำเลยที่ ๒ ได้ของขวัญจากแขกในวันแต่งงานตามบัญชีท้ายฟ้องราคา ๑๓๐๐ บาท แต่แล้วจำเลยที่ ๒ ไม่ยอมจดทะเบียนสมรสต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และไม่ยอมอยู่กินร่วมประเวณีฉันท์สามีภริยา ทั้งได้ทำร้ายร่างกายโจทก์มีบาดเจ็บสาหัส โจทก์จึงขอเรียกทรัพย์ที่โจทก์จำเลยเป็นหุ้นส่วนกัน เรียกเงินหมั้นเรือนหอ ค่าเสียหายจากการถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัส ฯลฯ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เอาเรือนพร้อมด้วยชานรายพิพาทกับทรัพย์ที่ฟังว่าได้เป็นของขวัญในวันแต่งงานมาประมูลราคาหรือขายทอดตลาดแบ่งกัน ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๒ เท่า ๆ กัน กับให้จำเลยที่ ๒ เสียค่าทดแทนในการละเมิดแก่โจทก์ ๓๐๐ บาทพร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จ ข้อฟ้องนอกจากนี้ให้ยกเสีย โจทก์จำเลยต่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์รื้อเรือนพิพาทเอาส่วนก่อสร้างที่เป็นของโจทก์ไป นอกนั้น คงพิพากษายืน โจทก์จำเลยต่างฎีกาต่อมา ศาลฎีกาได้ตรวจปรึกษาคดีแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงคงฟังได้ว่า เมื่อหมั้นกันแล้ว โจทก์ได้มาช่วยฝ่ายจำเลยทำนาอยู่ ๒ ปี และเรือนรายพิพาทก็ได้ปลูกกันขึ้นในระหว่างนั้น เมื่อปลูกเรือนเสร็จแล้ว ต่อมา โจทก์กับจำเลยที่ ๒ ก็ได้ทำพิธีแต่งงานกันตามประเพณีแล้วอยู่ด้วยกันยังเรือนหลังที่ปลูกขึ้นนั้น แต่หาได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไม่ และจำเลยที่ ๒ ไม่ยอมหลับนอนร่วมประเวณีกับโจทก์ฉันท์สามีภริยา โดยแผลไปนอนเสียคนละห้องกับโจทก์ จำเลยที่ ๑ ช่วยพูดจาอ้อนวอน จำเลยที่ ๒ ก็ไม่ปฏิบัติตาม ต่อจากวันแต่งงานประมาณ ๑๐ วัน โจทก์เข้าไปจับเอวจำเลยที่ ๒ ออกมาจากห้องที่จำเลยที่ ๒ เคยนอน จำเลยที่ ๒ ก็ฉวยแจกันตีศีร์ษะโจทก์แตกโลหิตออก แจกันหัก จำเลยที่ ๒ ยังใช้แจกันนั้นตีโจทก์ถูกที่โหนกแก้มซ้ายเป็นแผลเย็บถึง ๗ เข็ม โจทก์รักษาพยาบาลบาดแผลอยู่ประมาณ ๑๕ วัน เมื่อบาดแผลหายแล้วโจทก์ได้ไปจากบ้านจำเลย ฝ่ายจำเลยก็เชิญปลัดอำเภอมาเพื่อจดทะเบียนสมรส และให้คนไปแจ้งให้โจทก์ทราบ แต่โจทก์ไม่มาจดทะเบียนสมรส ซึ่งโจทก์แถลงว่า เพราะจำเลยที่ ๒ ทำร้ายร่างกายโจทก์ ๆ จึงไม่ยอมจดทะเบียนสมรสและเลิกกับจำเลยที่ ๒ ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลล่างว่าจำเลยที่ ๒ เจตนาทำร้ายโจทก์ถึงบาดเจ็บ การกระทำของจำเลยที่ ๒ เป็นเหตุผลสำคัญอันพอที่จะทำให้โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมสมรสด้วยจำเลยที่ ๒ ตาม ป.ม.แพ่งฯมาตรา ๑๔๔๑ ได้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเงินหมั้นคืนจากจำเลยได้ ข้อที่โจทก์ขอแบ่งข้าวในการที่ช่วยจำเลยทำนาปรากฎว่าโจทก์จำเลยทำนาด้วยความเสน่หา ไม่หวังจะแบ่งประโยชน์ จึงไม่ใช่เรื่องเป็นหุ้นส่วนกัน โจทก์ไม่มีสิทธิขอแบ่ง ข้อเรือนหอพิพาท ฟังว่า โจทก์และจำเลยที่ ๑ ได้ร่วมกันนำสัมภาระและลงทุนปลูกสร้างขึ้น แต่ไม่ได้ความพอจะชี้ได้ว่าสัมภาระชิ้นใดเป็นของผู้ใดได้ทุกชิ้น ทั้งไม่ได้ความว่าแต่ละฝ่ายได้มีส่วนเป็นเจ้าของอยู่เกินกว่าครึ่ง ดังนี้ โดยบทบัญญัติที่มาตรา ๑๓๕๗ ป.ม.แพ่งฯ ต้องถือว่าโจทก์จำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของเรือนพิพาทเท่า ๆ กัน จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยทั้ง ๒ คืนหมั้น ๑๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ ส่วนเรือพิพาท ให้จัดการประมูลราคาระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ ถ้าไม่ตกลงกันให้ขายทอดตลาดแล้วแบ่งราคาสุทธิระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ คนละครึ่ง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 640/2494 นายเพียร ขุนปราบ โจทก์ นางหนูเผือก หรือหนูเอียด ธรรมเพ็ชรที่ 1, นางเปลี่ยน ธรรมเพ็ชรที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเพียร ขุนปราบ · จำเลย - นางหนูเผือก หรือหนูเอียด ธรรมเพ็ชรที่ 1, นางเปลี่ยน ธรรมเพ็ชรที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นิติธรรม-ธรรมบัณฑิต · นนทปัญญา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพัทลุง - นายสอาด สุจริต · ศาลอุทธรณ์ - หลวงยุตติศาสตร์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1864/2518ฎีกา 8091/2544ฎีกา 1427/2493ฎีกา 245/2531ฎีกา 7092/2538ฎีกา 5283/2540ฎีกา 421-422/2508ฎีกา 5438/2537ฎีกา 5050/2541ฎีกา 1128/2506ฎีกา 953/2505ฎีกา 2820/2523ฎีกา 410/2493ฎีกา 4303/2530ฎีกา 2293/2519ฎีกา 1242/2542ฎีกา 3480/2538ฎีกา 1240/2506ฎีกา 1397/2513ฎีกา 1016/2510ฎีกา 1441/2538ฎีกา 669/2492ฎีกา 134/2492ฎีกา 5658/2552
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา