⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2122/2514

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2122/2514

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. บุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่ได้ร่วมกันใช้ชีวิตและทรัพย์สิน ถือว่ามีความสัมพันธ์เสมือนคู่สมรส และทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างนั้นอาจแบ่งปันกันได้ 2. ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการกู้ยืมเงินของอีกฝ่าย และยินยอมให้กระทำการดังกล่าว ถือว่ามีส่วนร่วมเป็นเจ้าของทรัพย์สินและต้องรับผิดในหนี้สินร่วมกัน แม้ตนเองจะไม่ได้เป็นผู้กู้โดยตรงก็ตาม 3. การกู้ยืมเงินจากสมาคม ผู้กู้มีหน้าที่ต้องใช้คืนแก่สมาคม แม้สมาคมจะไม่มีวัตถุประสงค์ในการให้กู้เงิน หรือไม่มีอำนาจฟ้อง ก็ไม่อาจนำมาเป็นข้อต่อสู้เพื่อไม่ต้องชำระหนี้ได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 เป็นสามี จำเลยที่ 2 เป็นภรรยา แต่ไม่ได้ จดทะเบียนสมรสกันจำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์เพื่อซื้อบ้านมาอยู่อาศัยด้วยกันและซื้อทรัพย์สินอื่นมาใช้ร่วมกัน เมื่อจำเลยทั้งสองเลิกร้างกัน จำเลยที่ 2 ได้ฟ้องแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับเอาประโยชน์จากการที่จำเลยที่ 1 ไปกู้เงินโจทก์และยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำไปในฐานะตัวแทนอันมีผลให้จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของบ้านและทรัพย์สินอื่นด้วย ฉะนั้นแม้ในสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์จะมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้คนเดียวก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดในฐานะเป็นตัวการของจำเลยที่ 1 ในการกู้เงินโจทก์รายนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยกู้เงินของสมาคมโจทก์ คือ เอาเงินของสมาคมโจทก์ไปจำเลยก็มีหน้าที่ต้องใช้เงินคืนแก่สมาคมโจทก์ จำเลยจะโต้แย้งว่าสมาคมโจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์ในการให้กู้เงิน ไม่มีอำนาจฟ้องนั้นไม่ได้ (อ้างฎีกาที่ 1804/2500)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.69 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.650 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1012 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1357

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้จดทะเบียนเป็นสมาคม จำเลยทั้งสองเป็นสามีภรรยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ได้ทำมาหาเลี้ยงชีพร่วมกันอย่างเป็นหุ้นส่วนโดยจำเลยที่ ๑ เป็นผู้จัดการทรัพย์สิน จำเลยที่ ๑ ได้กู้เงินโจทก์ไป ๒ ครั้ง รวมเป็นเงิน ๘๐,๐๐๐ บาท เพื่อเอาไปซื้อบ้านและทำมาหาเลี้ยงชีพเมื่อกู้ไปแล้วจำเลยไม่เคยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเลย โจทก์ทวงถามจำเลยก็เพิกเฉย จึงขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต้นเงิน ๘๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยที่ค้าง ๓๓,๓๗๕ บาท และดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปีในต้นเงิน ๘๐,๐๐๐ บาท ตั้งแต่ฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๒ ให้การว่าสมาคมโจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์ในการให้กู้ยืมเงินจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ จำเลยที่ ๑ กับโจทก์ร่วมกันทำสัญญาว่าจำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินโจทก์เพื่อกีดกันไม่ให้จำเลยที่ ๒ ได้รับแบ่งทรัพย์สินที่หามาได้ร่วมกันสัญญากู้จึงไม่ผูกพันจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต้นเงินจำนวน๘๐,๐๐๐ บาท และดอกเบี้ยที่ค้างจนถึงวันฟ้อง ๓๓,๓๗๕ บาท กับดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๘๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า ๑. จำเลยที่ ๑ กู้เป็นการเฉพาะตัวของจำเลยที่ ๑ เองจำเลยที่ ๒ มิได้ร่วมสัญญากู้ด้วย และจำเลยที่ ๒ มิได้ตั้งจำเลยที่ ๑ เป็นตัวแทนในการกู้ ๒. สมาคมโจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์ในการให้กู้เงิน จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองมิใช่สามีภรรยากันตามกฎหมายเพราะมิได้จดทะเบียนสมรส และการกู้เงินรายนี้จำเลยที่ ๑ ลงชื่อเป็นผู้กู้แต่คนเดียวก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความชัดแจ้งว่าจำเลยที่ ๑ กู้เงินโจทก์ไปซื้อบ้านและทรัพย์สินอย่างอื่นในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ ๒ โดยเฉพาะบ้านใช้เป็นที่อยู่อาศัยด้วยกัน ถือได้ว่าเป็นการกู้เพื่อประโยชน์แก่จำเลยทั้งสองและจำเลยที่ ๒ ยอมรับเอาประโยชน์จากการที่จำเลยที่ ๑ กู้เงินโจทก์ไปซื้อของ ดังจะเห็นได้ว่าจำเลยที่ ๒ ฟ้องขอแบ่งบ้านและทรัพย์สินดังกล่าวจากจำเลยที่ ๑ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ ๒ ยินยอมให้จำเลยที่ ๑ กระทำไปในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ ๒ อันเป็นผลให้จำเลยที่ ๒ มีส่วนเป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์สินดังกล่าว ฉะนั้น แม้ในสัญญากู้จะไม่ปรากฏชื่อจำเลยที่ ๒ เป็นผู้กู้ จำเลยที่ ๒ ก็ต้องรับผิดในฐานะเป็นตัวการของจำเลยที่ ๑ ในการกู้เงินโจทก์รายนี้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ที่จำเลยฎีกาข้อ ๒ ว่า สมาคมโจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์ในการให้กู้เงินการให้กู้เงินนอกเหนือวัตถุประสงค์ สมาคมโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อจำเลยได้กู้เงินของสมาคมโจทก์คือเอาเงินของสมาคมโจทก์ไป จำเลยก็มีหน้าที่ต้องใช้คืนให้แก่สมาคมโจทก์ผู้เป็นเจ้าของเงิน จำเลยจะโต้แย้งอำนาจของสมาคมโจทก์ว่าไม่มีวัตถุประสงค์ในการให้กู้เงิน ไม่มีอำนาจฟ้องนั้นไม่ได้ ดังได้มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๐๔/๒๕๐๐ ระหว่าง บริษัทนวรัตน์ จำกัด โจทก์ นายวิเชียร เลขยานนท์ จำเลยเป็นบรรทัดฐานไว้แล้ว พิพากษายืน ยกฎีกาจำเลย โจทก์มิได้แก้ฎีกา จึงไม่ให้ค่าทนายความชั้นฎีกา ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2122/2514 สมาคมสำนักวัดแก้วเจริญ โดยนายหลาบ บุญศรี นายกสมาคม นายประยูร ยุวานนท์ เหรัญญิก โจทก์ นายพินิจ นาคะหนุ ที่ 1 นางกรองจิตต์ จูตะเสน ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความนายกสมาคม - สมาคมสำนักวัดแก้วเจริญ โดยนายหลาบ บุญศรี · โจทก์ - นายประยูร ยุวานนท์ เหรัญญิก · จำเลย - นายพินิจ นาคะหนุ ที่ 1 นางกรองจิตต์ จูตะเสน ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จินตา บุณยอาคม · เฉลิม ทัตภิรมย์ · อุทัย ศุภนิตย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดราชบุรี - นายบุญทรง เค้าไพบูลย์ · ศาลอุทธรณ์ - นายประพจน์ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2624/2551ฎีกา 632/2491ฎีกา 1462/2565ฎีกา 5523/2536ฎีกา 3740-3741/2542ฎีกา 681/2506ฎีกา 990/2514ฎีกา 1001/2509ฎีกา 3245/2534ฎีกา 425/2520ฎีกา 94/2474ฎีกา 3254/2524ฎีกา 1427/2493ฎีกา 245/2531ฎีกา 5283/2540ฎีกา 12518/2553ฎีกา 4117/2566ฎีกา 588/2514ฎีกา 5438/2537ฎีกา 5050/2541ฎีกา 916/2509ฎีกา 156/2513ฎีกา 510/2491ฎีกา 953/2505
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา