คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1383/2496
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* โจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ร่วม หากมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี
* หนี้ที่อาจแบ่งชำระได้ เมื่อเป็นที่สงสัย ให้สันนิษฐานว่าลูกหนี้ เจ้าหนี้จะต้องรับผิดหรือชอบที่จะได้รับชำระหนี้เป็นส่วน ๆ เท่า ๆ กัน
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ร่วม หากปรากฎว่ามีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี ก็เป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมได้ และตาม ป.ม.แพ่ง ฯมาตรา 290 บัญญัติว่า ถ้าการชำระหนี้อันอาจแบ่งชำระได้ เมื่อเป็นที่สงสัยให้สันนิษฐานว่าลูกหนี้ เจ้าหนี้จะต้องรับผิดหรือชอบที่จะได้รับชำระหนี้เป็นส่วน ๆ เท่า ๆ กัน ฉะนั้นลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะขอเงินซึ่งอาจแบ่งแยกให้แก่โจทก์ ซึ่งมีอยู่หลายคนแต่เพียงคนเดียวโดยสิ้นเชิง โดยอ้าง ป.ม.แพ่ง ฯมาตรา 298 หาได้ไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
เนื่องจากห้างหุ้นส่วนจำกัดพักตร์พริ้งโดยนางวลัยพลอยพรหม เป็นผู้จัดการและส่วนตัว เป็นโจทก์ที่ ๑ นางสงวนวงศ์ ศรสงคราม โจทก์ที่ ๒ นางเนียรจรัส ยุทธวินัย โจทก์ที่ ๓ ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยนี้กรณีจำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ร้านพักตร์พริ้งไว้ก่อนมีคำพิพากษาให้คดีหนึ่งแล้วต่อศาลสั่งถอนการยึดทรัพย์ จึงเป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและว่านางวลัย นางสงวนวงศ์ และนางเนียร ไม่มีอำนาจฟ้องโดยส่วนตัว ต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงประนีประนอมยอมความกันต่อศาลมีข้อความสำคัญว่า จำเลยยอมใช้เงินให้โจทก์ ๕๐,๐๐๐ บาท ศาลพิพากษาตามยอมแล้วหลังจากศาลออกคำบังคับตามคำพิพากษา จำเลยยื่นคำร้องว่านางวลัยโจทก์เป็นหนี้จำเลยเป็นเงินกว่า ๕๐,๐๐๐ บาท นางวลัยในส่วนตัวกับพวกโจทก์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ร่วม จำเลยมีสิทธิที่จะเลือกชำระหนี้แก่เจ้าหนี้คนใดก็ตาม ป.ม.แพ่งฯมาตรา ๒๙๘ จำเลยขอใช้สิทธิเลือกชำระหนี้แก่นางวลัยในฐานะส่วนตัวแต่ผู้เดียว จำเลยขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้จึงไม่จำเป็นต้องชำระเงินแก่ผู้ใดอีก
โจทก์คัดค้านว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดพักตร์พริ้งเป็นนิติบุคคล การที่ฟ้องส่วนตัวเข้ามาด้วย เพื่อป้องกันความผิดพลาด ถ้าจำเลยจะหักใช้หนี้เฉพาะส่วนตัวของนางวลัย ๒ ใน ๕ ส่วนโจทก์ก็ยินยอม ไม่ยอมให้หักหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลด้วย
ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงให้ยกคำร้องเสีย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การหักกลบลบหนี้จะต้องเป็นกรณีที่ต่างฝ่ายต่างเป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้ซึ่งกันและกัน ในเรื่องหักกลบลบหนี้ไม่มีข้อบัญญัติให้อำนาจลูกหนี้เอาหนี้ที่ตนเป็นเจ้าหนี้แก่เจ้าหนี้คนหนึ่งไปหักกลบลบหนี้กับส่วนของเจ้าหนี้ร่วมคนอื่น จึงพิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า เดิมจำเลยคัดค้านว่า นางวลัย นางสงวนวงศ์ และนางเนียรไม่มีอำนาจฟ้องในฐานะส่วนตัว แต่ชั้นนี้กลับว่านางวลัยกับพวกได้ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องในฐานะส่วนตัวเพื่อจะเลือกชำระหนี้ด้วยการหักกลบลบหนี้ จำเลยเอาประโยชน์ทั้งสองทาง ตาม ป.ม.วิ.แพ่งมาตรา ๕๙ การที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปจะเป็นโจทก์หรือจำเลยร่วมกันนั้น หากปรากฎว่ามีผลประโยชน์ร่วมในมูลความแห่งคดี ก็เป็นโจทก์หรือจำเลยร่วมกันได้ แต่ไม่ให้ถือว่าแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลคดีเป็นการชำระหนี้ จึงแยกกันไม่ได้ และตาม ป.ม.แพ่ง ฯมาตรา ๒๙๐ ว่า ถ้าการชำระหนี้แบ่งชำระได้ และมีลูกหนี้ก็ดี เจ้าหนี้ก็ดีหลายคน เมื่อเป็นที่สงสัย ท่านว่าลูกหนี้เจ้าหนี้แต่ละคนจะต้องรับผิดหรือชอบที่จะได้รับชำระหนี้เป็นส่วนเท่า ๆ กัน ฉะนั้น การที่ผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟ้องคดีรวม ๆ กันขึ้นมา แล้วตกลงยอมความร่วม ๆ กัน ในฐานะโจทก์ด้วยกันนั้น ยังไม่พอฟังว่าโจทก์ทุกคนเป็นเจ้าหนี้ร่วม จำเลยจึงจะมาหักกลบลบหนี้เอาอย่างลูกหนี้และเจ้าหนี้ร่วมไม่ได้
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1383/2496
ห้างหุ้นส่วนจำกัดพักตร์พริ้งโดยนางวลัย พลอยพรหม เป็นผู้จัดการและส่วนตัว
ที่ 1 นางสงวน ศรสงครามที่ 2 นางเนียรจรัส ยุทธวินัยที่ 3 โจทก์
นางประกอบกูล วุทธินันท์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | เป็นผู้จัดการและส่วนตัว - ห้างหุ้นส่วนจำกัดพักตร์พริ้งโดยนางวลัย พลอยพรหม · โจทก์ - ที่ 1 นางสงวน ศรสงครามที่ 2 นางเนียรจรัส ยุทธวินัยที่ 3 · จำเลย - นางประกอบกูล วุทธินันท์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | มนูภันย์ · นนทประชา · ทรงนิติกรณ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลชั้นต้น · ศาลอุทธรณ์ - นายสอาด นาวีเจริญ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา