คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 364/2498
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดอาญาของบุคคลสัญชาติไทยในต่างแดน อาจต้องรับโทษตามกฎหมายไทยได้ หากเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด.
ย่อคำพิพากษา
จำเลยเป็นคนไทยไปปล้นทรัพย์ในประเทศลาว ดังนี้คดีก็ต้องด้วย กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 10(4) และเมื่อคดีได้ความบริบูรณ์ทุกประการตามความในมาตรา 10(4) แล้วก็ลงโทษจำเลยตาม มาตรา 301 ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
กฎหมายลักษณะอาญา ม.10 กฎหมายลักษณะอาญา ม.301
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๕ มีอาวุธปืนเบรานิงส์หนึ่งกระบอกกับซองกระสุน ๑ อันโดยมิได้รับอนุญาต และจำเลยทั้งห้าได้สมคบกันปล้นทรัพย์ของผู้มีชื่อไปหลายอย่าง เหตุเกิดที่ตำบลน้ำปึก อำเภอห้วยทราย เมืองหลวงน้ำทา ประเทศลาว ผู้แทนรัฐบาลประเทศนั้นและเจ้าทุกข์ได้ร้องขอให้ลงโทษจำเลย และความผิดที่จำเลยได้กระทำนี้ กฎหมายประเทศลาวบัญญัติว่าจะต้องถูกลงอาญา ขอให้ลงโทษตามกฎหมายลักาณะอาญามาตรา ๓๐๑ ที่แก้ไขและตามมาตรา ๑๐,๗๑,๗๒ พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ ๒๔๙๐ มาตรา ๗,๗๒ ฯลฯ
จำเลยทั้งห้าปฏิเสธ พลเสาจำเลยที่ ๕ รับว่ามีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตจริงและนายส่งจำเลยที่ ๑ รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษไปยังไม่เกิน ๕ ปีจริง และจำเลยต่อสู้ในข้อกฎหมายว่าจำเลยไม่ผิด
ศาลชั้นต้นเชื่อว่าจำเลยที่ ๑ และ ๓,๔,๕ เป็นคนร้ายปล้นทรัพย์รายนี้จริง พิพากษาจำคุกจำเลยคนละ ๑๐ ปี ตามมาตรา ๓๐๑ ที่แก้ไข และจำเลยที่ ๕ มีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ ให้ปรับอีก ๓๐๐ บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ ๑ ตาม ม.๗๒ เป็นจำคุก ๑๓ ปี ๔ เดือน แต่ให้ลดฐานปราณีตาม ม.๕๙ กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ ๑ ไว้ ๖ ปี ๘ เดือน ปืนกับกระสุนริบ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่เจ้าทุกข์ คดีฉะเพาะตัวจำเลยที่ ๒ เป็นที่สงสัยให้ยกฟ้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยที่ ๑ และ ๓,๔,๕ ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่าตามข้อเท็จจริงฟังได้ชัดว่าจำเลยที่ ๑,๓,๔,๕ ได้สมคบกันปล้นทรัพย์รายนี้จริง ส่วนข้อกฎหมายที่จำเลยต่อสู้ว่าความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญาม. ๓๐๑ ไม่อยู่ในบังคับของมาตรา ๑๐ ซึ่งผู้กระทำผิดนอกประเทศจะต้องรับอาญาภายในราชอาณาจักร โดยมิใช่ความผิดตามมาตรา ๑๐ ข้อ ๑,๒,๓ นั้นหาถูกต้องไม่ คดีนี้ต้องบังคับตามมาตรา ๑๐ ข้อ ๔ อันเป็นคดีที่คนในบังคับไทยไปกระทำผิดนอกประเทศ และไม่จำกัดความผิดแต่เพียงบางประเภทเช่นในข้อ ๑,๒ และ ๓ ถ้าเป็นความผิดที่กฎหมายของประเทศที่เกิดเหตุและกฎหมายไทยมีบัญญัติว่าผู้กระทำผิดจะต้องถูกลงอาญาและต้องตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้แล้ว ผู้ที่ไปกระทำผิดก็จะต้องรับอาญาภายในราชอาณาจักร ดั่งที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐ ข้อ ๔ และคดีนี้ก็ได้ความบริบูรณ์ทุกประการแล้ว ฎีกาของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ยกฎีกาจำเลยเสีย
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 364/2498
อัยการจังหวัดเชียงราย โจทก์
นายส่งที่ 1 พลตำรวจตั๋นที่ 2 พลตำรวจอุดมที่ 3 พลตำรวจสิงห์ที่ 4 พลตำรวจ
เสาที่ 5 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - อัยการจังหวัดเชียงราย · พลตำรวจ - นายส่งที่ 1 พลตำรวจตั๋นที่ 2 พลตำรวจอุดมที่ 3 พลตำรวจสิงห์ที่ 4 · จำเลย - เสาที่ 5 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | มนูกิจวิมลอรรถ · ดุลยพากย์สุวมัณฑ์ · ดุลยทัณฑ์ชนาณัติ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดเชียงราย - นายสุด สุตรา · ศาลอุทธรณ์ - หลวงประจักษ์ศุภอรรถ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา