⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 392/2499

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 392/2499

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเลิกกิจการของบริษัทจำกัดในระหว่างการพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ หากไม่มีการแจ้งให้ศาลทราบและไม่มีการคัดค้าน คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ได้มีขึ้นนั้นย่อมใช้บังคับได้ และคดีไม่ถือว่าถึงที่สุดไปในวันที่บริษัทเลิกกิจการ

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นสาขาของบริษัทจำกัดซึ่งอยู่ในต่างประเทศ ทนายของจำเลยยื่นอุทธรณ์ ในระหว่างอุทธรณ์จำเลยเลิกกิจการแต่ไม่มีผู้ใดคัดค้านให้ศาลอุทธรณ์ทราบต่อมาศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาเช่นนี้ถือว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้นใช้บังคับได้ คดีหาได้ถึงที่สุดไปในวันที่จำเลยเลิกกิจการไม่.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.42 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.45 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.147

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

กรณีนี้ขึ้นสู่ศาลฎีกาในชั้นบังคับคดี เนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงินค่าไม้แก่โจทก์ ๑๓๘,๒๐๔.๐๘ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย ชั้นอุทธรณ์จำเลยนำธนาคารอินโดจีนมาเป็นผู้ค้ำประกันเป็นงวด ๆ ละ ๖ เดือน โจทก์ยอมให้ค้ำประกันได้ ศาลชั้นต้นจึงอนุญาต สัญญาค้ำประกันมีความว่า ภายในเวลา ๖ เดือนนับจากวันทำสัญญา ถ้าจำเลยแพ้คดีและไม่ยอมชำระเงินให้โจทก์ตามคำพิพากษา ผู้ค้ำประกันจะใช้แทนให้ ครั้งล่วงพ้นกำหนด ๖ เดือนแล้วจำเลยไม่ได้นำผู้ค้ำประกันมาทำสัญญาต่อ โจทก์จึงร้องต่อศาล ทนายจำเลยว่าไม่พบตัวจำเลย โจทก์จึงว่าจะจัดการต่อไปตาม ก.ม.ครั้นต่อมาเมื่อศาลชึ้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว โจทก์ได้ยื่นคำร้องว่าจำเลยไ้เลิกกิจการในประเทศไทยแล้วตั้งแต่ยังเป็นเวลาอยู่ในระหว่างที่ธนาคารอินโดจีนยังเป็นผู้ค้ำประกันอยู่ โจทก์ไม่มีทางจะรับชำระหนี้จากจำเลยได้ ธนาคารต้องรับผิด ขอให้บังคับใช้หนี้แทนจำเลย ศาลชั้นต้นสั่งว่าสัญญา ประกันสิ้นอายุแล้ว ยังคับไม่ได้ ให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยแพ้คดี เมื่อสัญญาค้ำประกันสิ้นอายุแล้วหลายเดือน ธนาคารอินโดจีนจึงไม่ต้องรับผิดแทนจำเลย แม้จำเลยจะเลิกกิจการก่อนสัญญาค้ำประกันสิ้นอายุก็เป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องคอยระวัง และที่โจทก์ฎีกาว่าเมื่อจำเลยเลิกกิจการแล้วฐานะของทนายก็หมดไป อุทธรณ์ของจำเลยก็เท่ากับไม่มีหรือหมดสภาพเป็นอุทธรณ์เท่ากับจำเลยแพ้คดีในที่สุดในวันเลิกกิจการนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นคำพิพากษาที่มีผลบังคับได้ และศาลอุทธรณ์พิพากษาไปก่อนที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยเลิกกิจการ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 392/2499 บริษัทหริตวร ฯลฯ จำกัด โจทก์ ห้างสะมารัง เทรดดิ้ง กำปะนี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทหริตวร ฯลฯ จำกัด · จำเลย - ห้างสะมารัง เทรดดิ้ง กำปะนี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดุลยกรณ์พิทารณ์ · ธรรมบัณฑิต · จักรปาณีศรีศีลวิสุทธิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - ศาลแพ่ง - นายส.ว.วงษ์ศิริ · ศาลอุทธรณ์ - ศาลอุทธรณ์ - พระพิบูลยไอศวรรย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4810/2542ฎีกา 1010/2539ฎีกา 5882/2541ฎีกา 4715/2542ฎีกา 4024/2536ฎีกา 2018/2548ฎีกา 1022/2551ฎีกา 5640/2540ฎีกา 1734/2506ฎีกา 1114/2549ฎีกา 185/2566ฎีกา 469/2531ฎีกา 7168/2542ฎีกา 1390/2506ฎีกา 615-616/2488ฎีกา 1142/2565ฎีกา 249/2486ฎีกา 1145/2512ฎีกา 8337/2540ฎีกา 5449/2531ฎีกา 7279/2540ฎีกา 3260/2528ฎีกา 5887/2550ฎีกา 4122/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา