⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 392/2500

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 392/2500

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การดูหมิ่นศาสนาหรือการกระทำอันเป็นการเหยียดหยามศาสนา มีโทษตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ชาวบ้านประชุมกันนมัสการถวายต้นดอกไม้และปราสาทผึ้งต่อพระภิกษุเจ้าอาวาส จำเลยเข้าไปด่าพระภิกษุ และเอาปราสาทผึ้งไปเตะเล่น เป็นความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา173 แต่ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 207 ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่า

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้ เดิมโจทก์ฟ้องว่า จำเลยสมคบกันกระทำผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกระทง บางกระทงยุติเพียงศาลอุทธรณ์ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะข้อหาว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2498 เวลากลางคืนระหว่างที่พุทธศาสนิกชนประชุมกันนมัสการถวายต้นดอกไม้และปราสาทผึ้งต่อพระภิกษุเคน สุนทะโร เจ้าอาวาสวัดกุดแข้ จำเลยบังอาจเสพสุรามึนเมาเข้าไปในบริเวณวัดแล้วขึ้นบนกุฎีพระภิกษุเคนเอาต้นดอกไม้และปราสาทผึ้งซึ่งพุทธศาสนิกชนถวายพระภิกษุเคนลงไปที่พื้นดิน ใช้เท้าถีบเตะต้นดอกไม้และปราสาทผึ้งเสียหายคิดเป็นเงิน 65 บาท โดยจำเลยมิได้มีอำนาจที่จะทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายกับใช้วาจาหมิ่นประมาทซึ่งหน้าพระภิกษุเคนและว่าพระภิกษุเคนเป็นชู้กับนางเหลามารดาของนายสี จำเลย ทำให้พระภิกษุเคนได้รับความอับอายเสียชื่อเสียง เหตุเกิดที่ตำบลนางาม อำเภอเสลภูมิจังหวัดร้อยเอ็ด ขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมาย จำเลยทุกคนปฏิเสธข้อหาโจทก์ ศาลจังหวัดร้อยเอ็ดพิจารณาแล้ว เชื่อว่าระหว่างพระภิกษุเคนกับฝ่ายจำเลยได้มีสาเหตุต่อกันในลักษณะรุนแรงมาก่อนหน้าวันเกิดเหตุแล้ว คืนวันโจทก์หาจำเลยทั้งสามได้ไปในงานวัดและขึ้นไปบนกุฎีพระภิกษุเคน ข้อความที่จำเลยกล่าวตามคำให้การของพยานโจทก์ไม่ใช่เป็นหมิ่นประมาทซึ่งหน้า แต่เป็นการหมิ่นประมาทต่อชื่อเสียงพระภิกษุเคนต่อหน้าชาวบ้านที่มาทำบุญจำนวนมากหลาย ทำให้พระภิกษุเคนเสื่อมเสียชื่อเสียง และอาจทำให้พวกชาวบ้านดูหมิ่นหรือเกลียดชังพระภิกษุเคนได้ กรณีเป็นความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 282 ไม่ใช่มาตรา 339(2) ดังฟ้อง เมื่อโจทก์มิได้ขอมาตรา 282 เป็นบทลงโทษก็ลงโทษจำเลยไม่ได้ เพราะเป็นการนอกคำขอ และจะลงโทษตามมาตรา 339(2) ก็ไม่ได้ ข้อที่พยานโจทก์ว่า จำเลยเอาต้นดอกไม้และปราสาทผึ้งไปเท่ากับเป็นการทำลายพิธีกรรมในทางศาสนาที่พวกชาวบ้านกำลังประกอบอยู่ พวกชาวบ้านคงไม่ปล่อยให้จำเลยทำเช่นนั้นไม่น่าเชื่อว่าจำเลยได้กระทำผิดดังข้อหา พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ที่วัดกุดแข้มีพระภิกษุองค์เดียวคือพระภิกษุเคน สุนทะโร เจ้าอาวาส อยู่กับสามเณรอีกองค์หนึ่งก่อนเกิดเหตุ 2 วัน นายสี จำเลยกล่าวหาว่า พระภิกษุเคนเป็นปราชิกได้เสียกับนางเหลา มารดาของนายสี จำเลย และเป็นแม่ยายนายสุพรม จำเลย ชาวบ้านประชุมกันลงความเห็นให้พระภิกษุเคนสึกแต่พระภิกษุเคนไม่ยอมสึก วันเกิดเหตุเป็นวันออกพรรษา เวลาประมาณ 20 น. ชาวบ้านกุดแข้ประมาณ 200 คน ได้แห่ต้นดอกไม้และปราสาทผึ้งไปยังวัดกุดแข้เอาขึ้นไปบนกุฎีพระภิกษุเคน เพื่อถวายตามพิธีกรรมทางพุทธศาสนา ขณะนั้นจำเลยทั้งสามมีอาการมึนเมาสุราขึ้นไปบนกุฎีพระภิกษุเคน นายสมพงษ์กับนายสุพรม จำเลยเข้าไปหยิบปราสาทผึ้ง ที่ชาวบ้านกำลังจะถวายพระคนละต้น นายสุพรม จำเลยพูดว่า "ให้กูยังได้บุญกว่ามัน" นายสี จำเลยว่า "ให้หมายังดีกว่าบักเคน" นายสมพงษ์ จำเลยว่า "ให้หัวมันหยัง (ทำไม) มันไม่มีศีลสักตัว" แล้วจำเลยพาปราสาทผึ้งลงไปเตะกันเล่นที่ข้างล่าง ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การที่พุทธศาสนิกชนแห่ต้นดอกไม้และปราสาทผึ้งไปวัดกุดแข้เพื่อถวายพระเป็นการประกอบพิธีกรรมในทางพุทธศาสนาและกำลังประชุมกันเพื่อทำพิธีกรรมอยู่ จำเลยทั้งสามถือเอาสาเหตุคุมแค้นพระภิกษุเคนมาก่อน ขึ้นไปกล่าววาจาหยาบด่าประจานพระภิกษุเคนแล้วเอาปราสาทผึ้งของชาวบ้านไปเตะเล่นแต่ของที่เสียหายเป็นของชาวบ้านยังมิทันถวาย จะเป็นของผู้ใดไม่ปรากฏ เมื่อผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ไม่ได้ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทซึ่งหน้าและก่อให้เกิดการวุ่นวายในขณะที่พุทธศาสนิกชนชุมนุมกันนมัสการกระทำพิธีกรรมทางศาสนา จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 173 และมาตรา 339 ข้อ 2 แต่ให้ลงโทษตาม มาตรา 173 อันเป็นบทหนัก ให้จำคุกจำเลยคนละสามเดือน นอกจากนี้คงยืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาประชุมปรึกษาคดีแล้ว ทางพิจารณาฟังได้ว่า บรรดาพยานโจทก์รู้จักจำเลยทุกคนดีอยู่ และจำเลยเคยมีสาเหตุอย่างรุนแรงกันมากับพระภิกษุเคน ถึงกับประชุมชาวบ้านออกความเห็นควรให้พระภิกษุเคนสึกจากพระ แต่มีจำนวนน้อย ส่วนข้างมากยังนับถือพระภิกษุเคนอยู่ กรณีที่พระภิกษุเคนต้องหาว่าปราชิกนั้น ทางคณะสงฆ์ไต่สวนแล้วชี้ขาดว่า พระภิกษุเคนยังบริสุทธิ์ คืนนั้นจำเลยทั้งสามได้เสพสุราจนเมาขึ้นไปเกะกะระรานถึงบนกุฎีพระภิกษุเคนต่อหน้าชุมนุมชน ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลล่างทั้งสองว่า พยานโจทก์จำจำเลยได้ไม่ผิด เพราะนอกจากจำเลยจะขัดขวางพิธีกรรมทางศาสนาที่พุทธศาสนิกชนกำลังประกอบอยู่แล้ว จำเลยยังกล่าววาจาหยาบคายพระภิกษุเคนต่อหน้าพระภิกษุเคนและชาวบ้านอีก ถึงพยานโจทก์จะแตกต่างกันบ้างก็เป็นพลความ อันถ้อยคำของจำเลยที่กล่าวขึ้นนั้นมีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาทซึ่งหน้าด้วย พยานฐานที่ของจำเลยไม่สามารถหักล้างพยานโจทก์ ศาลอุทธรณ์ชี้ขาดความผิดของจำเลยไว้ชอบแล้ว จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เว้นแต่การวางบทลงโทษจำเลยให้เปลี่ยนเป็นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 207 ซึ่งเป็นบทที่มีอัตราโทษเบากว่ากฎหมายลักษณะอาญา ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 392/2500 พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด โจทก์ นายสี หรือประสิทธิ์ ศรีโต ที่ 1 นายสมพงษ์ หรือหนูเจียม วรรณพฤกษ์ ที่ 2 นายสุพรม แก้วภู ที่ 3 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด · จำเลย - นายสี หรือประสิทธิ์ ศรีโต ที่ 1 นายสมพงษ์ หรือหนูเจียม วรรณพฤกษ์ ที่ 2 นายสุพรม แก้วภู ที่ 3
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดุลยกรณ์พิทารณ์ · ธรรมบัณฑิตสิทธิศฤงคาร · จักรปาณีศรีศีลวิสุทธิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา