⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1356-1521/2501

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1356-1521/2501

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำผิดต่างกรรมต่างวาระกัน ศาลอาจรวมการพิจารณาพิพากษาได้ และการนับโทษต่อกันในแต่ละสำนวนจนครบกำหนดโทษที่อยู่ในอำนาจศาลแขวงย่อมทำได้

ย่อคำพิพากษา

การกระทำผิดต่างกรรมต่างวาระกันถึง 166 ครั้งนั้น เพื่อความสดวกศาลแขวงจะรวมคดีทั้ง 166 สำนวนพิจารณาพิพากษารวมกันก็ได้ และเมื่อศาลแขวงลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละสำนวนโดยมีกำหนดโทษซึ่งอยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะลงแล้ว แม้ในที่สุดจำเลยจะต้องรับโทษถึง 2490 วัน ก็ย่อมทำได้ การลงโทษเรียงสำนวนทั้ง 166 สำนวน พึ่งให้นับโทษติดต่อกันไปไม่จำต้องรวมโทษทุกสำนวนเข้าด้วยกันแล้วคิดทอนจากวันเป็นปีเดือน เพราะจะทำให้จำเลยต้องรับโทษจริงเกินกว่าโทษที่จะต้องรับโดยการนับโทษติดต่อ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.28 ประมวลกฎหมายอาญา ม.22 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.352 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.22

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยสมคบกันยักยอกเงินของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยแยกฟ้องเป็น ๑๖๖ สำนวน เพราะจำเลยกระทำผิดต่างวันเวลากัน จำเลยรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกสำนวน ศาลแขวงนครราชสีมาพิพากษาว่าจำเลยผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ และ ๘๓ ให้จำคุกจำเลยแต่ละสำนวนคนละ ๑ เดือน ลดกึ่งหนึ่งคงจำคุกแต่ละสำนวนคนละ ๑๕ วัน โดยให้นับโทษติดต่อกันไป ซึ่งเมื่อรวมโทษทั้ง ๑๖๖ สำนวนแล้ว เป็นโทษจำคุกคนละ ๖ ปี ๑๑ เดือน ให้จำเลยช่วยกันคืนหรือใช้เงินแก่เจ้าทรัพย์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ความผิดของจำเลยเป็นการกระทำต่อเนื่องกันมา จึงเป็นกรรมเดียวกัน เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงรวมพิจารณาพิพากษาแล้วจะลงโทษจำเลย ๑๓ ปี ๑๐ เดือน ก็ไม่ได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาว่า เมื่อลดโทษแล้วจะลงโทษจำคุกจำเลยไปเพียงคนละ ๓ เดือน เท่านั้น ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยกระทำผิดหลายกรรมต่างวาระกัน โจทก์ฟ้องเป็น ๑๖๖ สำนวน จำเลยรับสารภาพตลอดทุกสำนวน แม้การยักยอกจะกระทำต่อเนื่องกันมา ก็หาใช่เป็นกรรมเดียวกันดังจำเลยฎีกาไม่ ศาลแขวงพิจารณาพิพากษาคดีรวมกันก็เพื่อความสดวก เมื่อลดโทษแล้วเหลือจำคุกคนละ ๑๕ วัน ต่อ ๑ สำนวน ย่อมอยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะพิพากษาได้ โทษของจำเลยเมื่อรวมกันทุกสำนวนแล้วคงเป็น ๒๔๙๐ วัน แต่ที่ศาลล่างคิดคำนวนเป็น ๖ ปี ๑๑ เดือน โดยทอนจากวันเป็นปีเดือนนั้น ทำให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยเพราะจำเลยจะต้องรับโทษจริงเกินกว่า ๒๔๙๐ วันไปศาลฎีกาเห็นว่าไม่จำเป็นต้องรวมโทษจำเลยทุกสำนวนแล้วคิดคำนวนเป็นปีเดือน จึงพิพากษาแก้ให้จำคุกจำเลยแต่ละสำนวนคนละ ๑๕ วัน โดยให้นับโทษติดต่อกันไปเท่านั้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1356 - 1521/2501 ผู้ว่าคดีศาลแขวงนครราชสีมา โจทก์ นายวิทูร ใจเด็ด ที่ 1,นายชจิต อินทรกำแหง ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ผู้ว่าคดีศาลแขวงนครราชสีมา · จำเลย - นายวิทูร ใจเด็ด ที่ 1,นายชจิต อินทรกำแหง ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สารรักษ์ประนาท · ดุลยการณ์โกวิท · ดุลยทัณฑ์ชนาณัติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงนครราชสีมา - นายรัตน์ ศรีไกรวิน · ศาลอุทธรณ์ - หลวงสุทธิเทศนฤบาล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545ฎีกา 2186/2550ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 6911/2544ฎีกา 8297/2540ฎีกา 2766/2546ฎีกา 8833/2554ฎีกา 6321/2544ฎีกา 3864/2546ฎีกา 5723-5724/2531ฎีกา 218/2481ฎีกา 3329/2550ฎีกา 1165/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา