คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 617/2503
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบาดเจ็บที่ยังไม่ปรากฏอาการอันตรายสาหัสเกินกว่า 20 วัน ไม่ถือเป็นอันตรายสาหัสตามกฎหมาย
หากมีจำเลยคนหนึ่งฎีกาแล้วศาลเห็นว่าการกระทำนั้นผิดกฎหมายมาตราที่เบากว่า แม้จำเลยอื่นจะมิได้ฎีกา ก็ให้ถือว่าการกระทำของจำเลยอื่นนั้นผิดกฎหมายมาตราที่เบากว่านั้นด้วย
ย่อคำพิพากษา
ผู้บาดเจ็บถูกฟันศีรษะ 1 ทีและถูกแทงหลัง 1 ที ต้องรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล 15 วัน แพทย์ก็ให้กลับและให้ไปโรงพยาบาลทุก 3 วัน เพราะประสาทยังไม่ปกติ ไปโรงพยาบาลอีก 3 ครั้ง แล้วขอยามารักษาที่บ้าน เพราะต้องเดินทางไกลสะเทือนสมอง เพียงเท่านี้ไม่ปรากฎอาการใดที่จะถือเป็นทุกขเวทนา เกินกว่า 20 วัน ถือว่ายังไม่เป็นอันตรายสาหัส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทุกคนฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้มีผู้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรค 3 จำเลยที่ 1 ผู้เดียวฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าบาดเจ็บนั้นไม่ถึงสาหัสจึงเป็นผิดเพียงตาม มาตรา 340 วรรค 2 ซึ่งมีโทษเบากว่า แม้จำเลยอื่นจะมิได้ฎีกา ก็เป็นเหตุในลักษณะคดี ย่อมมีผลตลอดถึงจำเลยอื่นด้วย
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสมคบกับพวกใช้มีดเป็นอาวุธปล้นทรัพย์ราคา ๒,๒๒๐ บาท ของนายเที่ยงโดยทำร้ายนายเที่ยงบาดเจ็บสาหัส ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ กับให้ใช้ทรัพย์
จำเลยที่ ๑ ปฏิเสธ จำเลยที่ ๒ รับสารภาพตามฟ้อง
ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยทำผิดจริงตามฟ้อง นายเที่ยงถูกฟันศีรษะ ๑ ที และถูกแทงหลัง ๑ ที บาดเจ็บของนายเที่ยงถึงทนทุกข์เวทนากล้าเกิน ๒๐ วันเป็นอันตรายสาหัส พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ จำคุกคนละ ๑๕ ปี จำเลยที่ ๒ รับสารภาพลดกึ่งตามมาตรา ๗๖ คงจำคุกจำเลยที่ ๒ ไว้ ๗ ปี ๖ เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์
จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยที่ ๑ ฎีกา
ศาลฎีกาฟังว่า จำเลยเป็นผู้กระทำผิดรายนี้จริง แต่บาดแผลของนายเที่ยงได้ความว่านายเที่ยงต้องรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล ๑๕ วัน แพทย์ก็ให้กลับและให้ไปโรงพยาบาลทุก ๓ วัน เพราะประสาทยังไม่ปกติ ไปโรงพยาบาลอีก ๓ ครั้ง แล้วขอยามารักษาที่บ้าน เพราะต้องเดินทางไกลสะเทือนสมอง เพียงเท่านี้ไม่ปรากฎอาการใดที่จะถือเป็นทุกขเวทนา เกินกว่า ๒๐ วัน ถือว่ายังไม่เป็นอันตรายสาหัสดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ ความผิดของจำเลยทั้งสองต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา ม.๓๔๐ วรรค ๒ แม้จำเลยที่ ๒ จะมิได้ฎีกาก็เป็นเหตุในลักษณะคดี มีผลตลอดถึงจำเลยที่ ๒ ด้วย
พิพากษาแก้บทลงโทษจำเลยทั้งสองเป็นให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรค ๒ ส่วนกำหนดโทษและข้ออื่น ๆ คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 617/2503
อัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์
นายนา เชียนกรด หรือชูโคกกรวดที่ 1 นายฮุง สิงห์กระโทก ที่ 2 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - อัยการจังหวัดนครราชสีมา · จำเลย - นายนา เชียนกรด หรือชูโคกกรวดที่ 1 นายฮุง สิงห์กระโทก ที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | จิตติ ติงศภัทิย์ · สารนัยประสาสน์ · พิบูลย์ไอศวรรย์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายน้อม เอี่ยมโอภาส · ศาลอุทธรณ์ - นายสนิท สุมาวงศ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา