คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1671/2505
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การทำสัญญากู้เงินเพื่อบันทึกหนี้สินที่มีอยู่เดิม เป็นการตกลงเปลี่ยนข้อผูกพันจากสัญญาเดิมมาเป็นสัญญาเงินกู้ ถือเป็นนิติกรรมที่แสดงเจตนาแท้จริง ไม่ใช่นิติกรรมอำพราง
2. การที่ลูกหนี้ปฏิเสธความรับผิดตามสัญญากู้ ถือเป็นการไม่ถือเอาประโยชน์แห่งเงื่อนเวลา โจทก์จึงฟ้องบังคับให้ชำระหนี้ได้ทันที แม้จะยังไม่ถึงกำหนดชำระตามสัญญา
ย่อคำพิพากษา
โจทก์จำเลยมีหนี้สินเกี่ยวค้างกันคิดบัญชีแล้วจำเลยยังเป็นหนี้โจทก์อยู่ โจทก์ให้จำเลยทำเป็นสัญญากู้ จำเลยก็ทำให้ดังนี้ เป็นกรณีที่คู่สัญญาตกลงเปลี่ยนข้อผูกพันจากสัญญาเดิมมาผูกพันกันในลักษณะกู้เงิน การกู้เงินจึงเป็นนิติกรรมที่แสดงออกโดยเจตนาแท้จริงที่จะผูกพันกันตามที่แสดงนั้น หาใช่นิติกรรมอำพรางอย่างใดไม่
การที่โจทก์มาฟ้องหนี้เงินกู้ก่อนถึงกำหนดชำระนั้น เมื่อจำเลยปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างว่าเป็นนิติกรรมอำพราง ก็เป็นการแสดงว่าจำเลยปฏิเสธไม่ชำระหนี้ตามสัญญากู้ เท่ากับจำเลยไม่ถือเอาประโยชน์แห่งเงื่อนเวลา โจทก์ย่อมฟ้องบังคับให้จำเลยใช้หนี้ได้โดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดตามเงื่อนเวลา
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ ๘๐,๐๐๐ บาท มีเครื่องเย็บหนังสืออัตโนมัติและแท่นอัดก๊อปปี้เป็นประกัน ก่อนหนี้ถึงกำหนด จำเลยโอนทรัพย์ที่เป็นหลักประกันและหลีกเลี่ยงไม่ชำระหนี้ จึงขอให้ศาลแสดงว่ากำหนดเวลาชำระหนี้ไม่เป็นประโยชน์แก่จำเลย ให้จำเลยชำระเงินต้นและดอกเบี้ย
จำเลยให้การว่า จำเลยได้ลงชื่อในสัญญากู้ให้โจทก์ จำเลยไม่ได้รับเงินจากโจทก์ สัญญากู้เงินนิติกรรมอำพรางการจ้างทำสมุดปฏิทินซึ่งโจทก์ออกสิ่งของให้จำเลยพิมพ์ มีข้อตกลงกันว่าจำเลยขายสมุดปฏิทินได้ผ่อนทุนให้โจทก์
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงินกู้ ๘๐,๐๐ บาท ให้โจทก์พร้อมทั้งดอกเบี้ย
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยเบิกความเป็นพยานก็รับว่าได้ทำสัญญากู้ที่โจทก์ฟ้อง เพราะเมื่อคิดบัญชีเกี่ยวค้างกับโจทก์แล้ว คงเป็นหนี้ที่จำเลยค้างชำระอยู่ ๘๐,๐๐๐ บาท โจทก์ให้จำเลยทำเป็นสัญญากู้จำเลยก็ทำให้ ดังนี้ เป็นกรณีที่คู่สัญญาตกลงเปลี่ยนข้อผูกพันจากการจ้างทำของมาผูกพันกันในลักษณะกู้เงินตามที่ได้ทำสัญญาขึ้นไว้ การกู้เงินจึงเป็นนิติกรรมที่แสดงออกโดยเจตนาแท้จริงที่จะผูกพันตามที่แสดงนั้น หาใช่นิติกรรมอำพรางอย่างใดไม่ จำเลยก็รับอยู่ว่าเป็นลูกหนี้โจทก์อยู่ในขณะนั้น ๘๐,๐๐๐ บาท สัญญากู้นั้นจึงผูกพันจำเลยโดยบริบูรณ์ ข้อที่โจทก์มาฟ้องจำเลยก่อนกำหนดชำระเงินที่ระบุไว้ในสัญญานั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยปฏิเสธความรับผิดในสัญญากู้นั้นเสียแล้ว ก็แสดงว่าจำเลยไม่ถือเอาประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาในสัญญากู้นั้น เพราะเงื่อนเวลานั้นลูกหนี้ย่อมสละเสียได้ เหตุนี้ เงื่อนเวลาจึงไม่เป็นข้อที่จำเลยจะอ้างเป็นประโยชน์ได้ต่อไป โจทก์ย่อมฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ได้โดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดตามเงื่อนเวลา ข้อที่โจทก์อ้างมาในฟ้องว่าจำเลยได้จำหน่ายหลักประกันไม่เป็นสาระสำคัญที่จะต้องพิจารณาต่อไป จำเลยยังเบิกความรับว่า ขณะที่เบิกความนี้ จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์อยู่ ๘๐,๐๐๐ บาท
พิพากษายืน ยกฎีกาจำเลย
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1671/2505
นายสงบ เหตระกูล โจทก์
นายหว่า แซ่อึ้ง จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายสงบ เหตระกูล · จำเลย - นายหว่า แซ่อึ้ง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | จิตติ ติงศภัทิย์ · บริรักษ์จรรยาวัตร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายสุบัน พูลพัฒน์ · ศาลอุทธรณ์ - หลวงบริหารพินิจฉยกิจ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา