⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1520/2506

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1520/2506

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำผิดที่ต่างกรรมต่างวาระกัน เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในความผิดกระทงใดแล้ว จะไม่สามารถฟ้องคดีซ้ำในความผิดกระทงนั้นได้อีก แต่ยังคงฟ้องในกระทงความผิดอื่นที่ยังมิได้มีการพิจารณาพิพากษาได้

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยใช้ไม้ตีทำร้ายผู้เสียหายสามคนในระยะเวลาติดต่อกันนั้น ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยต่างกรรมต่างวาระกัน เมื่อโจทก์ฟ้องและศาลลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายคนหนึ่งแล้ว คดีก็ย่อมเสร็จเด็ดขาดไปเฉพาะกระทงความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายคนนั้นเท่านั้นส่วนกระทงความผิดที่จำเลยทำร้ายผู้เสียหายอื่นยังหาได้มีการพิจารณาพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปไม่ โจทก์จึงฟ้องจำเลยอีกได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๐๕ เวลากลางคืนหลังเที่ยง มีผู้แจ้งความต่อพลตำรวจประเสริฐ กับนายภักดิ์ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานว่า นายฉุยถูกทำร้ายร่างกายนายภักดิ์กับพลตำรวจประเสริฐกับนายสงวนจึงไปที่เกิดเหตุเพื่อสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดตามหน้าที่ ตามวันเวลาดังกล่าวแล้ว ขณะที่นายภักดิ์กับพวกสอบถามและพยาบาลนายฉุยอยู่นั้น จำเลยบังอาจใช้ไม้เป็นอาวุธตีทำร้ายร่างกายนายภักดิ์ถูกที่หน้าผากและเหนือสบักขวา แล้วจำเลยบังอาจใช้ไม้ดังกล่าวแล้วตีทำร้ายร่างกายนายสงวนถูกกลางท้ายทอย และเหนือสบักขวา เป็นเหตุให้คนทั้งสองเกิดอันตรายแก่กาย นอกจากนี้จำเลยยังได้บังอาจตีทำร้ายร่างกายพลตำรวจประเสริฐจนได้รับอันตรายแก่กายสาหัส ซึ่งได้แยกฟ้องจำเลยต่อศาลทหารกรุงเทพฯ(ศาลจังหวัดสมุทรปราการ) ในวันเดียวกันที่ยื่นฟ้องคดีนี้ เหตุเกิดที่ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕,๒๙๖ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาต้องกันว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียววาระเดียวกัน ไม่ใช่แยกเป็นต่างกรรมต่างวาระกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยและศาลทหารกรุงเทพ (ศาลจังหวัดสมุทรปราการ) ได้พิพากษาลงโทษจำเลย คดีเด็ดขาดถึงที่สุดแล้ว สิทธิจะนำคดีมาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๓๙ (๔) โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรณีต่างกรรมต่างวาระกัน ไม่เป็นฟ้องซ้ำ ศาลฎีกาประชุมปรึกษาแล้ว ปรากฎว่า จำเลยใช้ไม้เป็นอาวุธตีทำร้ายนายภักดิ์แล้วจึงตีทำร้ายนายสงวนและใช้ไม้ตีทำร้ายพลตำรวจประเสริฐอีกด้วย ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหายแต่ละคน ก็เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามกฎหมาย ไม่เหมือนกับการทำร้ายครั้งเดียว เช่นยกไม้ฟาดไปทีเดียวแต่ไม้ไปถูกคนสองคน เห็นได้ว่าการยกไม้ขึ้นฟาดลงไปนั้นเป็นการกระทำครั้งเดียวกรรมเดียว แต่ผลที่เกิดขึ้นทำให้คนถูกทำร้ายร่างกายถึงสองคน ต่างกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ซึ่งจำเลยยกไม้ขึ้นตี ๓ ครั้ง ถูกคน ๓ คน ทั้งสามคนได้รับบาดเจ็บ ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยต่างกรรมต่างวาระกัน การที่ศาลทหารกรุงเทพ(ศาลจังหวัดสมุทรปราการ) ได้ทำการพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยไปแล้วนั้น คดีเสร็จเด็ดขาดไปเฉพาะความผิดในกระทงที่ทำร้ายร่างกายพลตำรวจประเสริฐเท่านั้นส่วนกระทงความผิดที่จำเลยกระทำแก่ผู้เสียหายในคดีนี้ยังหาได้มีการพิจารณาพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปไม่ สิทธินำคดีมาฟ้องจึงยังไม่ระงับไป พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปความ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1520/2506 อัยการจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ นายมา แสงแดงชาติ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการจังหวัดสมุทรปราการ · จำเลย - นายมา แสงแดงชาติ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)คร้าม สิวายะวิโรจน์ · ชวน สิงหลกะ · สำราญ ศิริพันธ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายเสมา รัตนมาลัย · ศาลอุทธรณ์ - นายเสวตร์ โรจน์เวทย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1656/2512ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 19406/2555ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1124/2496ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 1979/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 2766/2546ฎีกา 1499/2531ฎีกา 8833/2554ฎีกา 3864/2546ฎีกา 801/2503ฎีกา 2664/2520ฎีกา 3310/2541ฎีกา 34/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา