⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1586/2506

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1586/2506

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากคู่ความฝ่ายหนึ่งอุทธรณ์คำพิพากษา และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งยื่นคำแก้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นใหม่ในคำแก้อุทธรณ์ได้ แม้ประเด็นนั้นจะไม่ได้อยู่ในคำฟ้องอุทธรณ์ก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

จำเลยฟ้องแย้งให้โจทก์คืนเงินกินเปล่าโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่าไม่เคยเรียกเกินจากจำเลย ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์เรียกเงินกินเปล่าจากจำเลยจริง แต่จำเลยได้ใช้ห้องพิพาทสมควรแก่เงินค่ากินเปล่าแล้ว พิพากษาให้ยกฟ้องแย้ง ดังนี้ แม้จำเลยจะอุทธรณ์ให้โจทก์คืนเงินกินเปล่า ที่ศาลชั้นต้นฟังว่าโจทก์เรียกจากจำเลยจริงก็ดี หากโจทก์ได้แก้อุทธรณ์ของจำเลยให้ปรากฎไว้ด้วยว่า โจทก์ไม่เคยรับเงินกินเปล่าดังกล่าวนี้เลยแล้ว ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจวินิจฉัยว่าโจทก์เคยรับเงินกินเปล่ารายนี้หรือไม่ได้ เพราะประเด็นที่ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยนั้น มิใช่ว่าจะมีอยู่ในคำฟ้องอุทธรณ์เท่านั้น ในคำแก้อุทธรณ์ของอีกฝ่ายหนึ่งก็อาจตั้งประเด็นขึ้นมาให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.237 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปลายเดือนมิถุนายน ๒๔๙+ จำเลยทำสัญญาเช่าห้องแถวของโจทก์เพื่อประกอบการค้ามีกำหนด ๓ ปี ค่าเช่าเดือนละ ๖๐๐ บาท ครบกำหนดแล้ว จำเลยยังคงเช่าต่อมาโดยไม่มีกำหนด จนเมื่อสิงหาคม ๒๕๐๒ โจทก์มีหนังสือบอกเลิกการเช่า จำเลยก็ไม่ยอมออก ทั้งผิดนัดชำระค่าเช่าด้วย จึงขอให้ศาลบังคับจำเลยและบริวารออกจากห้องพิพาท ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง และค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า จำเลยเช่าเพื่ออยู่อาศัย ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่า ฯ เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าแล้วจำเลยขอเช่าห้องพิพาทจากโจทก์ต่อไป โดยขอใช้ห้องชั้นบนทำเป็นโรงแรม โจทก์ขอเงินกินเปล่า จำเลยจ่ายให้แล้ว ๓๐,๐๐๐ บาท ต่อมาโจทก์ไม่ยอมอ้างว่าจะใช้ชั้นบนทำเป็นโรงแรมไม่ได้ โจทก์จึงผิดสัญญา จำเลยขอเงิน ๓๐,๐๐๐ บาทคืน โจทก์ไม่ให้ จำเลยไม่เคยได้รับคำบอกกล่าวเลิกสัญญาเช่า และไม่เคยผิดนัดชำระค่าเช่า ขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งให้โจทก์คืนเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ไม่เคยตกลงให้จำเลยทำโรงแรม และไม่เคยรับเงินกินเปล่า ๓๐,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยเช่าห้องพิพาทประกอบการค้า ไม่เป็นเคหะที่จะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่า ฯ และฟังว่า จำเลยมอบเงินกินเปล่าให้โจทก์ ๓๐,๐๐๐ บาทจริงเป็นเงินค่ากินเปล่าที่จำเลยเช่าห้องพิพาททำการค้าต่อไป ไม่ใช่เพื่อทำโรงแรม แต่จำเลยได้ใช้ห้องพิพาทต่อมาอีกเกือบ ๕ ปี เป็นการสมควรแก่เงินค่ากินเปล่านั้นแล้ว จำเลยไม่ค้างชำระค่าเช่า จำเลยได้รับคำบอกกล่าวเลิกการเช่าแล้ว พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย เดือนละ ๖๐๐ บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ว่า (๑) ห้องพิพาทเป็นเคหะ (๒) ในเรื่องเงินกินเปล่า เมื่อฟังว่า จำเลยได้มอบให้โจทก์จริง และจำเลยนำสืบได้ว่ามอบให้เพื่อใช้ห้องชั้นบนเป็นโรงแรม แล้วโจทก์ผิดสัญญา ก็ต้องคืนจำเลย โจทก์ปฏิเสธว่าไม่ได้รับเงินจำนวนนี้ ทั้งไม่ได้ต่อสู้ว่าโจทก์มีสิทธิที่จะหักเงินจำนวนนี้หรือชำระให้โจทก์เพื่อที่จะอยู่ในห้องพิพาทต่อไป ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยให้ เพื่อที่จะได้ใช้สถานที่เช่าประกอบการค้าต่อไปนั้น เป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากประเด็นข้อพิพาท (๓) จำเลยไม่ได้รับหนังสือบอกเลิกการเช่า ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว ในปัญหาข้อ ๑และ๓ ฟังข้อเท็จจริงอย่างเดียวกับศาลชั้นต้น ส่วนในปัญหาข้อ ๒ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า พยานหลักฐานจำเลยยังไม่พอฟังว่า โจทก์ได้รับเงินกินเปล่า ๓๐,๐๐๐ บาท จากจำเลย พิพากษายืน จำเลยฎีกาต่อมาทั้ง ๓ ข้อ โดยเฉพาะเรื่องเงินกินเปล่า จำเลยโต้แย้งว่า โจทก์มิได้อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงจึงยุติว่า จำเลยได้มอบเงิน ๓๐,๐๐๐ บาทให้โจทก์แล้ว ศาลอุทธรณ์จะรื้อฟื้นขึ้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้รับเงินจำนวนนี้อีกไม่ได้ ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ในปัญหาข้อ ๑ และ ๓ เห็นว่า ห้องพิพาทเป็นเคหะ และโจทก์บอกเลิกการเช่าแล้ว ส่วนปัญหาข้อ ๒ ที่จำเลยโต้แย้งว่าโจทก์มิได้อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงจึงยุติว่า จำเลยได้มอบเงิน ๓๐,๐๐๐ บาทให้โจทก์แล้ว ศาลอุทธรณ์จะรื้อฟื้นขึ้นวินิจฉัยฟังว่าโจทก์ไม่ได้รับเงินจำนวนนี้อีกไม่ได้นั้น ความปรากฎในคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในข้อนี้ไว้ว่า โจทก์ไม่ได้รับเงินจำนวนนี้ จากจำเลย และที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ในประเด็นข้อนี้ ก็เพราะโจทก์ได้รับผลตามคำพิพากษาที่ยกฟ้องแย้งของจำเลย ศาลฎีกาเห็นว่า ประเด็นที่ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยนั้น มิใช่ว่าจะมีเพียงในคำฟ้องอุทธรณ์เท่านั้น ในคำแก้อุทธรณ์ของอีกฝ่ายหนึ่งก็อาจตั้งประเด็นขึ้นมาให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยได้ ในเรื่องที่โจทก์ปฏิเสธไม่ได้รับเงินกินเปล่ารายนี้ โจทก์ต่อสู้ตั้งเป็นประเด็นมาแต่ชั้นคำให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยแล้ว เมื่อผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้โจทก์ชนะคดีในข้อนี้แล้ว ไม่จำเป็นที่โจทก์จะต้องอุทธรณ์เพียงแต่ยกขึ้นเป็นข้อโต้แย้งในคำแก้อุทธรณ์ให้เป็นประเด็นขึ้นมา ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจวินิจฉัยได้ ไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาทดังจำเลยกล่าวอ้าง สำหรับข้อเท็จจริงนั้นยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยได้จ่ายเงินกินเปล่า ๓๐,๐๐๐ บาทให้โจทก์ดังข้อต่อสู้และฟ้องแย้งของจำเลย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1586/2506 นางรั้ง จุลเสนีย์ (หม้าย) โจทก์ นายซงจั๊วหรือชาลี แซ่โคว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางรั้ง จุลเสนีย์ (หม้าย) · จำเลย - นายซงจั๊วหรือชาลี แซ่โคว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สวัสดิ์ พานิชอัตรา · ประกอบ หุตะสิงห์ · ประกอบ หุตะสิงห์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสระบุรี - นายประเสริฐ วราภรณ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายยุ้ย อาตมียะนันทน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3405/2537ฎีกา 2909/2524ฎีกา 356/2530ฎีกา 5732/2552ฎีกา 13107/2556ฎีกา 4810/2542ฎีกา 1010/2539ฎีกา 609/2526ฎีกา 5473/2548ฎีกา 7919/2553ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2076/2542ฎีกา 3206/2537ฎีกา 685/2550ฎีกา 4637/2567ฎีกา 1415/2540ฎีกา 8875/2542ฎีกา 5640/2540ฎีกา 469/2531ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 8108/2542ฎีกา 861/2540ฎีกา 6039/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา