⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 797/2506

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 797/2506

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* หากสัญญาเช่าไม่ได้กำหนดระยะเวลาการเช่าไว้ แต่กำหนดค่าเช่าเป็นรายเดือน ให้ถือว่าเป็นการเช่าที่กำหนดชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน และการบอกเลิกสัญญาต้องบอกล่วงหน้าหนึ่งเดือน * ผู้เช่ามีหน้าที่ขนย้ายทรัพย์สินที่ตนนำเข้ามาในที่เช่าออกไปให้พ้นจากที่เช่า เมื่อไม่ปฏิบัติตามคำบังคับให้ขนทรัพย์สินออกไปให้หมดภายในกำหนด ต้องรับผิดชำระค่าปรับตามสัญญาประกันต่อศาล

ย่อคำพิพากษา

สัญญาเช่าไม่ได้กำหนดระยะเวลาการเช่าเป็นแต่ระบุค่าเช่าเดือนละ 30 บาท ต้องถือว่ากำหนดชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน จำเลยจะเถียงว่าทางปฏิบัติชำระค่าเช่ากันเป็นรายปีไม่ได้ เพราะกฎหมายบัญญัติไว้ในมาตรา 566 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่า "ในความที่ตกลงกัน" คือ ตามสัญญา ไม่ใช่ทางปฎิบัติ เรื่องนี้ไม่มีกำหนดเวลาเช่า กำหนดแต่ระยะค่าเช่า คือ เดือนละครั้ง จึงบอกล่วงหน้าเพียง 1 เดือนก็พอ โจทก์บอกล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2501 และฟ้องคดีวันที่ 20 พฤศจิกายน 2501 เป็นเวลากว่า 1 เดือนชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลพิพากษาบังคับให้จำเลยขนไม้และสิ่งของต่าง ๆ ออกไปให้พ้นที่ดินและบ้านเรือนของโจทก์ ซึ่งจำเลยเป็นผู้เช่าและเป็นผู้นำสิ่งของเหล่านี้เข้ามา ในชั้นบังคับคดี จำเลยทำสัญญาประกันกับศาลว่าจะปฎิบัติตามคำบังคับครบถ้วนทุกประการภายใน 7 วัน ถ้าไม่ปฏิบัติครบถ้วนภายในกำหนดจะยอมให้ปรับเป็นเงิน 8,000 บาท ครั้งถึงกำหนดปรากฎว่าจำเลยขนไม้และสิ่งของออกไปบางส่วน ส่วนไม้และสิ่งของที่เหลือจำเลยอ้างว่าเป็นของหุ้นส่วนซึ่งได้ตกลงแบ่งปันกันแล้ว ไม่ใช่ทรัพย์ของจำเลย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยมีหน้าที่ขนของที่จำเลยนำเข้ามาออกไป ไม่ว่าจะเป็นของ ๆ ใครก็ตาม เมื่อจำเลยขนไปไม่หมดก็ต้องถูกปรับ 8,000 บาทตามสัญญา.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.300 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.566

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่เช่าโดยให้ขนสิ่งของต่าง ๆ และบริวารให้พ้นที่ดินและบ้านเรือนของโจทก์และเรียกค่าเสียหายด้วย จำเลยให้การต่อสู้อ้างความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่า ฯ และสู้ว่าการบอกเลิกการเช่าของโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๖ ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยโดยฟังว่าจำเลยใช้บ้านพิพาทเพื่อประโยชน์ในทางการค้า ไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่า ฯ และโจทก์ได้บอกเลิกการเช่าโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๖ แล้ว ส่วนค่าเสียหายคงพิพากษาให้โจทก์เพียงบางส่วน ไม่เต็มตามฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่าควรได้ค่าเสียหายตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ว่ายังมีสิทธิเช่าและโจทก์บอกเลิกการเช่าไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๖ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้ยกอุทธรณ์โจทก์จำเลยเสียทั้งสองฝ่าย จำเลยฎีกาต่อมาและร้องขอทุเลาการบังคับ ศาลฎีกาสั่งยกคำร้องโจทก์ขอให้เรียกจำเลยมาสอบถามในการที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาล ในที่สุดศาลชั้นต้นสั่งให้กักขังจำเลยที่ ๒ ไว้จนกว่าจะขนย้ายเสร็จ หรือมิฉะนั้นให้จำเลยวางเงินสด ๘,๐๐๐ บาท โดยจำเลยจะต้องให้สัญญาว่าจะปฏิบัติตามคำบังคับครบถ้วนทุกประการภายใน ๗ วัน ถ้าไม่ปฏิบัติครบถ้วนภายในกำหนดจะต้องถูกปรับเงินประกันนั้น จำเลยที่ ๒ ยอมทำสัญญาประกัน และวางเงิน ๘,๐๐๐ บาทตามที่ศาลสั่ง ปรากฎตามสัญญาประกันลงวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๐๓ ต่อมาวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๐๓ จำเลยยื่นคำแถลงว่าจำเลยได้จัดการขนย้ายไม้และสิ่งของต่าง ๆ อันเป็นส่วนของจำเลยออกจากที่ดินและบ้านเรือนของโจทก์หมดสิ้น เป็นการปฏิบัติตามคำบังคับแล้ว จึงขอรับเงิน ๘,๐๐๐ ยาทที่วางประกันไว้คืน ศาลสอบถาม จำเลยที่ ๒ แถลงว่า ไม้และสิ่งของของจำเลยได้ขนออกไปหมดก่อนวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๐๓ แล้ว แต่ไม้และสิ่งของที่เหลืออยู่เป็นของนายเงี่ยงเจ็งซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับจำเลยนายเงี่ยงเจ็งขนเสร็จไปเมื่อวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๐๓ นี้เอง ไม้และสิ่งของของนายเงี่ยงเจ็งที่กล่าวนี้เดิมก็รวมเป็นหุ้นส่วนอยู่กับจำเลย แต่เพิ่งมาแบ่งปันกันเมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๐๓ โจทก์แถลงว่าที่จำเลยว่าไม้และสิ่งของเป็นของนายเงี่ยงเจ็งนั้น ไม่เป็นความจริง ถือว่าเป็นของจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๑๕๐๓ ว่าไม้และสิ่งของที่จำเลยอ้างว่าเป็นของนายเงี่ยงเจ็งนั้น เดิมก็เป็นของจำเลยเป็นเจ้าของร่วมอยู่ด้วย เท่ากับจำเลยได้นำเอาไม้และสิ่งของเหล่านั้นเข้ามาไว้ในที่ดินของโจทก์ เมื่อจำเลยแพ้คดีจำเลยก็มีหน้าที่ต้องเอาไม้และสิ่งของเหล่านั้นทั้งหมดออกจากที่ดินของโจทก์ภายในกำหนดสัญญา เมื่อขนไปไม่หมดก็ต้องถือว่าจำเลยผิดสัญญาจะอ้างว่าแบ่งแยดเป็นของคนโน้นคนนี้ไม่ได้ จึงมีคำสั่งว่าจำเลยผิดสัญญาที่ทำไว้ต่อศาล ให้ปรับเงิน ๘,๐๐๐ บาทนั้นเสีย จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์คำสั่งในเรื่องที่ศาลปรับ ๘,๐๐๐ บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๒ ฎีกาในเรื่องค่าปรับต่อมา ศาลฎีกาวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองในเรื่องเนื้อหาแห่งคดีก่อน แล้วจึงวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ ๒ ในเรื่องค่าปรับชั้นบังคับคดีฎีกาของจำเลยในเรื่องเนื้อหาแห่งคดีนั้น จำเลยฎีกาโต้เถียง ๒ ข้อ ข้อหนึ่งว่าผู้เช่าส่งเงินค่าเช่าไปให้ผู้ให้เช่าทางธนาณัติแล้ว ผู้ให้เช่าจะบอกเลิกการเช่าในระหว่างที่ตนได้รับค่าเช่าไม่ได้ ข้อนี้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ส่งธนาณัติคืนและไม่ได้รับเงินค่าเช่าจากจำเลยไว้ ฉะนั้น ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงตกไปเพราะผิดข้อเท็จจริง อีกข้อหนึ่งจำเลยฎีกาว่า การบอกเลิกการเช่าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเถียงว่า ทางปฏิบัติชำระค่าเช่าเป็นรายปี ต้องบอกล่วงหน้า ๑ เดือน ก่อนครบปี คือ ในเดือนกรกฎาคม จะมาบอกเลิกเดือนกันยายนไม่ได้ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามสัญญาเช่าไม่ได้กำหนดระยะเวลาเช่า เป็นแต่ระบุค่าเช่าเดือนละ ๓๐ บาท ต้องถือกำหนดชำระค่าเช่ารายเดือน จำเลยจะถือเอาทางปฏิบัติในการชำรค่าเช่าไม่ได้ เพราะกฎหมายบัญญัติไว้ในมาตรา ๕๖๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่า "ในความที่ตกลงกัน" คือ ตามสัญญา ไม่ใช่ทางปฏิบัติ เรื่องนี้ไม่มีกำหนดเวลาเช่า กำหนดแต่ระยะค่าเช่า คือ เดือนละครั้ง จึงบอกล่วงหน้าเพียง ๑ เดือนก็พอ โจทก์บอกล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ ๙ กันยายน ๒๕๐๑ และฟ้องคดีวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๐๑ เป็นเวลากว่า ๑ เดือน ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาจำเลยที่ ๒ ในชั้นบังคับคดี ซึ่งจำเลยเถียงว่าไม่ต้องรับผิดในการที่ขนไม้และสิ่งของไม่เสร็จตามสัญญาเพราะไม่ใช่ของ ๆ จำเลยนั้ ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลพิพากษาบังคับให้จำเลยชนไม้และสิ่งของต่าง ๆ ออกไปให้พ้นที่ดินและบ้านเรือนของโจทก์ จำเลยเป็นผู้เช่าและเป็นผู้นำสิ่งของเหล่านี้เข้ามา จำเลยต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาที่จะต้องขนออกไป ไม่ว่าจะเป็นของ ๆ ใคร เพราะการปฏิบัติตามคำพิพากษาอยู่ที่ว่าขนของที่จำเลยนำเข้ามาออกไป จำเลยจะไปตกลงแบ่งของให้ใครก็ตาม หน้าที่ที่จำเลยจะปฏิบัติตามคำพิพากษาในการขนของออกไปก็คงมีอยู่ตามเดิม การที่จำเลยตกลงกับคนภายนอกผู้ไม่มีสิทธิดีกว่าโจทก์ หาอาจเปลี่ยนแปลงหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ไม้ อีกประการหนึ่ง ก่อนที่จำเลยจะทำสัญญาประกัน จำเลยรู้แล้วว่าได้แบ่งไม้กัน จำเลยก็ยังยอมรับจะขนย้ายไม้ ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่าไม่ต้องรับผิดตามสัญญาประกันจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาที่ขอลดหย่อนผ่อนค่าปรับที่ต้องริบลงนั้น ตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าวิธีการดื้อดึงของจำเลยโดยใช้อุบาย หาควรลดหย่อนให้ไม่ จึงพิพากษายืน ให้ยกฎีกาของจำเลยเสีย ให้จำเลยใช้ค่าทนายชั้นนี้ ๑๕๐ บาท แทนโจทก์ด้วย. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 797/2506 นายไพบูลย์ พาณิชานันท์ โจทก์ นางเง็ก แซ่โล้ว ที่ 1 นายจิ้นฉ่าง แซ่โล้ว ที่ 2 ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายไพบูลย์ พาณิชานันท์ · ล. - นางเง็ก แซ่โล้ว ที่ 1 นายจิ้นฉ่าง แซ่โล้ว ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พจน์ ปุษปาคม · ประวัติ ปัตตพงศ์ · สารกิจปรีชา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายเช้า เฉลิมช่วง · ศาลอุทธรณ์ - นายเปลี่ยน เริ่มก่อสกุล.
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 835/2499ฎีกา 1437/2510ฎีกา 559-561/2532ฎีกา 1649/2498ฎีกา 3496/2535ฎีกา 2750/2519ฎีกา 1292/2523ฎีกา 135/2506ฎีกา 831-833/2520ฎีกา 1497/2529ฎีกา 704/2507ฎีกา 1719/2524ฎีกา 1589/2506ฎีกา 1035/2547ฎีกา 4106/2528ฎีกา 49/2513ฎีกา 543/2500ฎีกา 3234/2516ฎีกา 133/2507ฎีกา 281/2490ฎีกา 949/2520ฎีกา 302/2508ฎีกา 1086/2511ฎีกา 1135/2505
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา