คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 844/2506
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองที่ดินที่ยังคงมีสภาพเป็นป่าตามกฎหมาย แม้จะมีการบุกเบิกโดยมิชอบด้วยกฎหมายที่ดิน ก็ยังคงมีสภาพเป็นป่าอยู่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484. การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานในการจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายป่าไม้ โดยไม่มีเจตนาแกล้งหรือแจ้งข้อหาเท็จ ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา.
ย่อคำพิพากษา
เจ้าของเดิมเข้าบุกเบิกแผ้วถางป่าปลูกพืชผลมา 7 - 8 ปีแล้วโดยมิชอบด้วยกฎหมายที่ดิน เพราะเข้าบุกเบิกโดยพลการมิได้ขออนุญาตจากเจ้าพนักงานและเมื่อประกาศใช้ประมวลกฏหมายที่ดิน ก็มิได้แจ้งการครอบครอง แม้ต่อมาจะมีผู้อื่นซื้อที่ดินนี้จากเจ้าของเดิมก็ยังต้องถือว่าที่ดินนี้คงมีสภาพเป็นป่าอยู่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4
พนักงานป่าไม้ปฏิบัติตามคำสั่งของป่าไม้เขตเข้าจับกุมผู้ไถพรวนดินและสุมเผากิ่งไม้อยู่ในเขตที่มีผู้แจ้งว่ามีการบุกรุกแผ้วถางป่าหาว่ากระทำผิดพระราชบัญญัติป่าไม้-เมื่อไม่ปรากฎว่าเป็นการแกล้งจับหรือแจ้งข้อหาเท็จ ทั้งที่ดินนั้นก็ยังต้องถือว่ามีสภาพเป็นป่าอยู่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ดังนี้ จะหาว่าพนักงานป่าไม้นั้นกระผิดตามมาตรา 157,172,173 แห่งประมวลกฎหมายอาญาหาได้ไม่.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑,๒,๓ หน่วงหนี่ยวกักขังโจทก์ และแจ้งข้อหาต่อพนักงานสอบสวนว่าดจทก์ทำลายป่า บุกเบิกป่าสงวนและอื่น ๆ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ฯ อันเป็นความเท็จ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลอาญา มาตรา ๑๕๗,๑+๗,๑๗๒,๑๗๓ และ ๘๓
จำเลยที่ ๑ ให้การว่า เป็นพนักงานป่าไม้ มีอำนาจจับกุมผู้กระทำผิดพระราชบัญญัติป่าไม้ จำเลยที่ ๒,๓ เป็นทหารอากาศประจำการ จำเลยทั้งสามปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าตรงที่เกิดเหตุไม่ใช่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ฯ และวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๑ ได้กระทำผิดตามฟ้อง จำเลยที่ ๒ และ ๓ ยังฟังไม่ด้ว่าได้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ ๑ ด้วย พิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗,๓๐๙,๑๓๗,๑๗๒,๑๗๓ ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๑๕๗ ซึ่งเป็นบทหนักตามมาตรา ๙๐ มีกำหนด ๑ ปี ให้ยกฟ้องเฉพาะจำเลยที่ ๒,๓ ปล่อยจำเลยทั้งสองให้พ้นข้อหาไป
โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ ตามฟ้อง และลงโทษจำเลยที่ ๑ สถานหนักด้วย
จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ข้อเท็จจริงเท่าที่ได้ความไม่ชัดพอที่จะชี้ขาดว่าตรงที่เกิดเหตุเป็นที่ป่าหรือทีไร่ และพยานโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยแกล้งจับโจทก์หรือแจ้งข้อหาเท็จดังฟ้องพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ ด้วย นอกนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกาให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ตามฟ้อง
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ซื้อที่ดินที่เกิดเหตุมาจากผู้เริ่มบุกเบิกเดิม ซึ่งบุกเบิกโดยพลการมา ๗ - ๘ ปีแล้วโดยมิได้ขออนุญาตจากเจ้าพนักงาน จึงเป็นที่ได้การที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายที่ดิน กับทั้งเมื่อประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดินเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๗ ก็่มิได้แจ้งการครอบครองตามแบบ ส.ค.๑ เมื่อโจทก์มีพยานหลักฐานเกี่ยวกับที่เกิดเหตุมาแสดงเพียงเท่าที่กล่าวมา จึงต้องถือว่าที่เกิดเหตุรายนี้ยังคงมีสภาพเป็นป่าอยู่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๔ และในการที่จำเลยที่ ๑ จังกุมโจทก์หาว่ากระทำผิดพระราชบัญญัติป่าไม้ ฯ นี้ ก็ได้ความว่าปฎิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ โดยปฏิบัติตามคำสั่งของป่าไม้เขต และไม่มีเหตุที่จะฟังว่าจำเลยแกล้งจับโจทก์แต่อย่างไร ทั้งเวลาที่จำเลยที่ ๑ จับโจทก์ทั้งสองก็รับว่าได้กระทำตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ฯ จริงและได้ลงชื่อไว้ในบันทึกการจับกุมด้วย ส่วนข้อที่ว่าจำเลยข่มขืนใจให้โจทก์ลงชื่อในบันทึกการจับกุมนั้นก็ไม่น่าเชื่อ คดีจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ กระทำผิดดังฟ้อง พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 844/2506
นายอ่อน +พันดุง ที่ 1
นายอินทร์ บุญทศ ที่ 2 โจทก์
นายจเร นาคเปรมินทร์ กับพวกรวม 3 คน ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | 1 - นายอ่อน +พันดุง ที่ · โจทก์ - นายอินทร์ บุญทศ ที่ 2 · ล. - นายจเร นาคเปรมินทร์ กับพวกรวม 3 คน |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เจน เวชศิลป์ · ชวน สิงหลกะ · โพยม เลขยานนท์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสระบุรี - นายประเสริฐ วราภรณ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายชิต บุณยประภัศร. |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา