⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1036/2508

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1036/2508

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากลูกหนี้เห็นว่าเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินมากเกินความจำเป็น ลูกหนี้ชอบที่จะร้องขอให้เจ้าพนักงานแบ่งยึดแต่พอควร หรือแถลงต่อศาลหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีให้แบ่งขายพอดีกับหนี้สินที่ค้าง หากลูกหนี้มิได้ดำเนินการดังกล่าว และทนายความของลูกหนี้ก็มิได้ทักท้วง ย่อมไม่อาจยกเป็นเหตุคัดค้านเมื่อขายทอดตลาดสำเร็จแล้วได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นหนี้โจทก์ 34,000 บาทเศษ และดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ในเงินต้น 30,000 บาท จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาเลย เจ้าพนักงานจึงต้องยึดที่ทั้งแปลงราคาประมาณ 100,000 บาท แม้ต่อมาจำเลยจะได้ผ่อนชำระหนี้ไปถึง 35,000 บาท หากจำเลยเห็นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดียึดสวนยางของจำเลยทั้งแปลงมากเกินความจำเป็น ก็ชอบที่จะร้องขอให้เจ้าพนักงานแบ่งยึดแต่พอควร หากจำเลยเห็นควรแบ่งขายให้พอดีกับหนี้สินที่ค้าง จำเลยก็น่าจะได้แถลงให้ศาลหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ ในวันขาย จำเลยได้มองให้ทนายความมาระวังผลประโยชน์ของจำเลย ทนายความมิได้ทักท้วงในเรื่องนี้ แสดงว่าทนายจำเลยก็เห็นชอบด้วย จะยกเป็นเหตุคัดค้านเมื่อขายทอดตลาดสำเร็จแล้วย่อมไม่ได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.60 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.62 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.278 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.282 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.284 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.306 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.308 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.309 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.797

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้ เนื่องจากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ตามคำพิพากษาท้ายยอม เป็นเงินสามหมื่นสี่พันบาทเศษ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสวนยางพารารับบอร์ของจำเลย ๑ แปลง เนื้อที่ประมาณ ๑๒๐ ไร่ ราคาประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประกาศขายหลายครั้ง ครั้ที่ ๔ ประกาศวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๐๑ วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๐๑ จำเลยนำเงิน ๓๐,๐๐๐ บาทมาวางศาล เงินที่เหลือจะนำมาชำระภายใน ๑๐ วัน ขอให้งดการขายทอดตลาด ศาลอนุญาตครบ ๑๐ วันจำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้ประกาศขายใหม่ พอเจ้าพนักงานประกาศขายครั้งที่ ๖ วันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๐๑ แต่ในวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๐๑ จำเลยก็วางเงินต่อศาลอีก ๕,๐๐๐ บาท ขอให้งดการขาย ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดครั้งที่ ๘ วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๐๖ มีผู้มาซื้อทอดตลาด ๕ คน จำเลยไม่มาแต่ได้แต่งทนายมาแทน นายสุธีผู้ซื้อให้ราคาสูงสุด ราคา ๕๕,๐๐๐ บาท ทนายจำเลยค้านว่ามีผู้มาซื้อน้อยและราคาที่ให้ยังน้อยกว่าราคาจริงมาก ยังไม่ควรขาย เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าสวนยางถูกวาตะภัยเสียหายมาก สมควรขาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ขาย จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านขอให้สั่งขายใหม่ ศาลชั้นต้นยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ที่จำเลยฎีกาว่าเป็นหนี้โจทก์เพียงสี่พันบาทเศษ ควรขายสวนยางของจำเลยเพียง ๒๐ ไร่ก็พอกับหนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาถึงสามหมื่นสี่พันบาทเศษ และดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาเลย โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสวนยางของจำเลย แม้จะมีเนื้อที่ถึง ๑๒๐ ไร่ แต่ก็เป็นที่สวนแปลงเดียวกัน เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงต้องยึดทั้งแปลงและตีราคาประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งจะขายทอดตลาดได้ราคาตามที่ประมาณไว้นี้หรือไม่ก็ไม่เป็นการแน่นอน หากจำเลยเห็นว่าเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสวนยางของจำเลยทั้งแปลงมากเกินความจำเป็น ก็ชอบที่จะร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแบ่งยึดแต่พอควร แต่จำเลยก็เพิกเฉย จึงแสดงว่าการที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดสวนยางของจำเลยทั้งแปลง ไม่มากเกินความจำเป็น แม้ในเวลาต่อมาจำเลยจะได้ผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์ไปถึง ๓๕,๐๐๐ บาท คงเหลือหนี้สินค้างชำระอีกประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาทเศษก็ตาม แต่จำเลยก็มิได้ขวนขวายหาเงินมาชำระหนี้ให้หมดสิ้น ทั้ง ๆ ที่โจทก์ได้ผ่อนเวลาบังคับคดีให้จำเลยถึง ๕-๖ ปี ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่สามารถชำระหนี้ที่เหลือให้โจทก์ โจทก์จึงจำต้องขอให้ขายทอดตลาดสวนยางที่ยึดไว้ หากจำเลยเห็นควรแบ่งขายให้พอดีกับหนี้สินที่ค้าง จำเลยก็น่าจะได้แถลงให้ศาลหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ ในวันขาย แม้จำเลยจะมาไม่ได้ แต่ก็ได้มอบให้นายมงคล รัตนวิจิตร ทนายความมาระวังรักษาผลประโยชน์ของจำเลย นายมงคลก็มิได้ทักท้วงในเรื่องนี้ กลับยอมให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดไปทั้งแปลง แสดงว่านายมงคลก็เห็นชอบด้วย จะยกเป็นเหตุคัดค้านเมื่อการขายทอดตลาดได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วนั้นฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1036/2508 นายเกียรติ ตันตระกูล โจทก์ นายสำลี ปิ่นเพ็ชร์ จำเลย นายสุธี พงศ์พานิช ผู้ซื้อทรัพย์

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเกียรติ ตันตระกูล · จำเลย - นายสำลี ปิ่นเพ็ชร์ · ผู้ซื้อทรัพย์ - นายสุธี พงศ์พานิช
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สวิง ลัดพลี · สอาด นาวีเจริญ · เจน เวชศิลป์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นายสุวัฒน์ รัตรสาร · ศาลอุทธรณ์ - นายเฉลิม อัจฉะกาญจน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 8454/2544ฎีกา 1145/2494ฎีกา 707/2507ฎีกา 2660/2536ฎีกา 609/2526ฎีกา 681/2506ฎีกา 594/2534ฎีกา 3808/2526ฎีกา 114/2536ฎีกา 1972/2500ฎีกา 1451/2512ฎีกา 5378/2544ฎีกา 6/2475ฎีกา 597/2534ฎีกา 1572/2511ฎีกา 2444/2518ฎีกา 6681/2541ฎีกา 7168/2542ฎีกา 6911/2544ฎีกา 5388/2534ฎีกา 1170/2505ฎีกา 7051/2540ฎีกา 5351/2538ฎีกา 2644/2530
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา