⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1399/2508

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1399/2508

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 391 * การทำร้ายร่างกายโดยไม่ปรากฏบาดแผล ไม่ถือเป็นอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 * การที่จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ศาลอาจใช้ประกอบการพิจารณาพิพากษารอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่สืบสวนสอบสวนคดีอาญา ในระหว่างสอบสวนโจทก์ ได้ทำร้ายโจทก์เพราะโจทก์ไม่ยอมรับสารภาพ ไม่ยอมลงชื่อตามที่จำเลยต้องการจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่โจทก์ เป็นความผิดตามมาตรา 157,391 ถูกชกตีไม่ปรากฏบาดแผล เป็นอันตรายแก่กาย แล้ว ถูกพันธนาพาตัวไปคุมขังไว้ใต้สถานีตำรวจแต่เดียวดาย ไกลหูไกลตาผู้ต้องหาด้วยกัน เช่นนี้ ไม่เป็นอันตรายแก่จิตใจตามมาตรา 295 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ต้องการเพียงว่า ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นได้รับโทษจำคุกมาก่อน ก็เพียงพอที่จะเป็นองค์ประกอบองค์หนึ่งของการที่จะพิพากษารอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษได้แล้ว หาต้องนำสืบไม่แม้มิได้นำสืบ ศาลก็อาจคำนึงถึงอายุ และอื่นๆ เท่าที่พึงมีปรากฏในสำนวนนั้นได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 ประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ประมวลกฎหมายอาญา ม.295 ประมวลกฎหมายอาญา ม.391

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหัวหน้าสถานีตำรวจ จำเลยที่ ๒ เป็นผู้บังคับหมวด จำเลยที่ ๓ เป็นผู้บังคับหมู่ จำเลยที่ ๔,๕ เป็นลูกหมู่เป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจสืบสวนสอบสวนคดีอาญา และจัดการให้เป็นไปตามหมายอาญา ร่วมกันแกล้งจับกุมโจทก์มากักขังแล้วปฏิบัติหน้าที่ในการสอบสวนโดยมิชอบ ข่มขืนใจโจทก์โดยมีอาวุธและใช้กำลังกาย ชกตีโจทก์จนเกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ ใช้โซ่เหล็กพันธนาการเกินกว่าความจำเป็นในการควบคุมและทรมานโจทก์จนบาดเจ็บ เพื่อให้โจทก์ยอมรับว่าได้สมคบกับผู้มีชื่อฆ่าโคโดยมิได้รับอนุญาต ซึ่งไม่เป็นความจริง เพื่อให้โจทก์ต้องรับโทษทางอาญาและเสียหายแก่นายโพธิ์ ขอให้ลงโทษตามมาตรา ๑๕๗,๒๐๐,๒๙๕,๓๙๑,๓๐๙,๘๓,๙๐,๙๑ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว คดีสำหรับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๖ ให้ประทับฟ้อง นอกนั้นไม่มีมูล จำเลยที่ ๑,๒,๖ ให้การปฏิเสธ โจทก์ขอถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๒ ศาลอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ผิดฐานใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา ๑๕๗ ฐานทำร้ายร่างกายไม่ถึงบาดเจ็บ มาตรา ๓๙๑ รอการลงโทษ ๒ ปี ยกฟ้องจำเลยที่ ๖ โจทก์จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ยกฟ้องจำเลยที่ ๑ ด้วย โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีอาญา ปฏิบัติหน้าที่ในการสอบสวนโดยมิชอบ ข่มขืนใจโจทก์โดยใช้กำลังชกตีโจทก์ ต้องผิดตามมาตรา ๑๕๗,๓๙๑ ศาลฎีกาฟังว่าจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่สืบสวนสอบสวนคดีอาญาตามฟ้อง ในระหว่างการสอบสวนในห้องสอบสวนใต้ถุนสถานีตำรวจ จำเลยที่ ๑ ได้ทำร้ายโจทก์เพราะโจทก์ไม่ยอมรับสารภาพ ไม่ยอมาลงชื่อตามที่ จำเลยที่ ๑ ต้องการ เป็นการที่จำเลยที่ ๑ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามมาตรา ๑๕๗,๓๙๑ จึงเป็นการชอบแล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ ๑ สั่งจับโจทก์เพื่อดำเนินคดีอาญา เป็นการแกล้งโจทก์ให้ต้องรับโทษทางอาญา เป็นผิดมาตรา ๒๐๐ นั้น เห็นว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดข้อนี้โดยอาศัยข้อเท็จจริง โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในความผิดข้อนี้ ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ ๑ ใช้กำลังชกตีโจทก์ แม้จะไม่ปรากฏบาดแผลเป็นอันตรายแก่กายอย่างแรง แต่เมื่อโจทก์ถูกทำร้ายแล้วยังถูกพันธนาพาตัวไปคุมขังไว้ใต้ถุนสถานีแต่เดียวดายไกลหูไกลตาผู้ต้องหาด้วยกัน ย่อมเกิดอันตรายแก่จิตใจอย่างแรงและเห็นได้ชัด เป็นผิดตามมาตรา ๒๙๕ นั้น เห็นว่า แม้เป็นจริงดังโจทก์อ้าง ก็ไม่เป็นอันตรายแก่จิตใจตามมาตรา ๒๙๕ ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยมิได้นำสืบถึงเหตุอันควรปรานีตามมาตรา ๕๖ ศาลจะไปรู้ว่าจำเลยเป็นผู้มีความประพฤติดีมาก่อนหรือไม่เคยกระทำผิดมาก่อน เป็นการพิจารณาพิพากษาคดีโดยอาศัยข้อเท็จจริงนอกสำนวน ไม่ชอบด้วยการพิจารณา เห็นว่าประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๕๖ ต้องการเพียงว่า ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นได้รับโทษจำคุกมาก่อน ก็เพียงพอที่จะเป็นองค์ประกอบองค์หนึ่งของการที่จะพิพากษาให้รอการกำหนดโทษหรือให้รอการลงโทษได้แล้ว หาต้องนำสืบไม่ แม้มิได้มีการนำสืบไว้เป็นพิเศษในสำนวน ศาลก็อาจคำนึงถึงอายุและอื่นๆ เท่าที่พึงมีปรากฏอยู่ในสำนวนนั้นได้ พิพากษาแก้ว่าจำเลยที่ ๑ ผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗,๓๙๑ กำหนดโทษจำคุกตามมาตรา ๑๕๗ ซึ่งเป็นบทหนัก สองปี รอการลงโทษมีกำหนดสามปี นอกนั้นยืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1399/2508 นายสมร สตารัตน์ โจทก์ พันตำรวจตรีบริสุทธิ์ บุตรานนท์ กับพวก รวม 6 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสมร สตารัตน์ · จำเลย - พันตำรวจตรีบริสุทธิ์ บุตรานนท์ กับพวก รวม 6 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พร สุขารมณ์ · วิชัยนิตินาท · สวัสดิ์ พานิชอัตรา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด - นายเรืองสวัสดิ์ พรหมสาขา ณ สกล · ศาลอุทธรณ์ - นายลออง จุลกะเศียน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1891/2500ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 5973/2537ฎีกา 1336/2553ฎีกา 789/2480ฎีกา 7958/2555ฎีกา 5598/2540ฎีกา 313/2526ฎีกา 633/2540ฎีกา 664/2520ฎีกา 3911/2568ฎีกา 605/2511ฎีกา 1680/2532ฎีกา 7281/2537ฎีกา 5138/2537ฎีกา 852/2464ฎีกา 1049/2539ฎีกา 2747/2529ฎีกา 4209/2567ฎีกา 170/2539ฎีกา 6318/2534ฎีกา 9083/2544ฎีกา 4547/2530ฎีกา 3112/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา