⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 305/2508

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 305/2508

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การลบบันทึกการชำระหนี้บางส่วนออกจากสัญญากู้เงินเพื่อทำให้เข้าใจว่าไม่เคยมีการผ่อนชำระหนี้ ถือเป็นการตัดทอนหรือแก้ไขเอกสารที่แท้จริง เป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร 2. การส่งเอกสารต่อศาลโดยแสดงเพียงหลักฐานเดียว ทั้งที่เดิมมีอยู่สองหลักฐาน ถือเป็นการแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อศาล 3. พยานหลักฐานแวดล้อมที่บ่งว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสาร สามารถนำมาลงโทษจำเลยได้ แม้จะไม่มีประจักษ์พยาน 4. ศาลมีอำนาจให้คู่ความฝ่ายที่ถูกอ้างพยานผู้เชี่ยวชาญนำสืบแก้ได้ หากประเด็นที่นำสืบนั้นคู่ความอีกฝ่ายไม่เคยทราบมาก่อน

ย่อคำพิพากษา

(1) เมื่อปรากฏว่า สัญญากู้เงินซึ่งเป็นเอกสารสิทธินั้น มีเรื่องที่แท้จริงรวมกันอยู่ 2 เรื่อง คือ มีหนังสือสัญญากู้เงิน 1 มีบันทึกการชำระหนี้เงินกู้รายนี้บางส่วน 1 แต่จำเลยได้ลบบันทึกนั้นออกก็เพื่อให้โจทก์หรือศาลหลงเชื่อว่า เอกสารสิทธิมีหนังสือสัญญากู้เงินเพียงเรื่องเดียวซึ่งแสดงว่าไม่เคยผ่อนชำระหนี้กันเลย การกระทำเช่นนี้เป็นการตัดทอนหรือแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในเอกสาที่แท้จริง เป็นผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 (2) แม้จำเลยจะยังมิได้นำสืบ แต่ได้แสดงพยานหลักฐานเท็จต่อศาลแล้ว โดยส่งเอกสาร(หมาย จ.1) ซึ่งเดิมมีอยู่ 2 หลักฐาน แต่จำเลยส่งแสดงว่ามีหลักฐานเดียวย่อมเป็นการแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อศาลตามมาตรา 180 แล้ว (3) การปลอมเอกสารซึ่งอยู่ในความยึดถือของจำเลยนั้น ย่อมมีโอกาสทำได้ในที่ลับ เป็นการยากที่จะมีประจักษ์พยาน ฉะนั้น พยานประพฤติเหตุบ่งว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารไม่ผิดตัว ก็ฟังลงโทษจำเลยได้ (4) เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้นำพยานสืบแก้ฟ้องโจทก์แล้ว ยังอ้างผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติมเพื่อตรวจพิสูจน์เอกสารที่โจทก์อ้างไว้ว่ามีรอยลอยอากรแสตมป์ และมีรอยลบข้อความบางประการออกหรือไม่ ซึ่งข้อความที่จะนำสืบพยานผู้เชี่ยวชาญนี้ พยานจำเลยไม่ได้เบิกความมาก่อนเลย และโจทก์ก็ไม่รู้ว่าจำเลยจะนำสืบประเด็นเช่นนี้ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจให้โจทก์นำสืบแก้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 89 วรรค 3 หมายเหตุ หมายเลข(1) วินิจฉัย โดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 7/2508

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

กฎหมายลักษณะอาญา ม.71 กฎหมายลักษณะอาญา ม.157 กฎหมายลักษณะอาญา ม.222 กฎหมายลักษณะอาญา ม.224 กฎหมายลักษณะอาญา ม.225 กฎหมายลักษณะอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.89 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.180 ประมวลกฎหมายอาญา ม.264 ประมวลกฎหมายอาญา ม.265 ประมวลกฎหมายอาญา ม.266 ประมวลกฎหมายอาญา ม.268

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและเพิ่มเติมฟ้องว่า จำเลยบังอาจสมคบกันทำผิดกฎหมาย คือ โจทก์ได้ทำหนังสือสัญญากู้เงินจำเลยที่ ๑ ไป ๔,๐๐๐ บาท ต่อมาโจทก์ชำระต้นเงินให้จำเลยที่ ๑ ไปแล้ว ๒,๕๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ได้บันทึกในช่องว่างของสัญญาข้อ ๔ - ๕ ว่า ได้ชำระต้นเงินกู้แล้วสองพันห้าร้อยบาทตั้งแต่วันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๐๐ จำเลยที่ ๑ ลงชื่อไว้ โจทก์เขียนว่าชำระแล้วและลงชื่อโจทก์ไว้ต่อมาจำเลยที่ ๒ รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ ๑ ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลจังหวัดศรีสะเกษเรียกต้นเงิน ๔,๐๐๐ บาท และดอกเบี้ย โดยคัดสำเนาหนังสือสัญญากู้แนบท้ายฟ้องด้วย ก่อนโจทก์ยื่นคำให้การจำเลยได้ร่วมกันส่งสัญญากู้ต่อศาลครั้นวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๐๑ จำเลยที่ ๒ ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างสัญญากู้และเบิกความต่อศาลว่าไม่เคยมีการขีดเขียนข้อความใด ๆ ลงในระหว่างข้อ ๔ - ๕ ของสัญญาศาลจังหวัดศรีสะเกษและศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยใช้ยาลบหมึกลบข้อความบันทึกการชำระเงินซึ่งเขียนไว้ในสัญญากู้ออก พิพากษาให้โจทก์ใช้ต้นเงิน ๑,๕๐๐ บาท ปรากฏตามสำนวนคดีแพ่งแดงที่ ๑๑๐/๒๕๐๑ ทั้งนี้ โดยจำเลยได้ร่วมกันหรือร่วมกับผู้อื่นปลอมแปลงเอกสารหนังสือสัญญากู้และปลอมหลักฐานเอกสารชำระเงิน ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิ โดยจำเลยสมคบกันเอายาลบหมึกลบข้อความเกี่ยวกับการชำระเงินซึ่งจำเลยที่ ๑ บันทึกไว้และลบข้อความและลายมือชื่อโจทก์ออก โดยเอาอากรแสตมป์ปิดทับรอยลบนั้นเสียแล้วเอาสัญญากู้ฟ้องเรียกเงิน ๔,๐๐๐ บาทจากโจทก์การกระทำของจำเลยเป็นการตัดทอนหรือแก้ไขข้อความในเอกสารสิทธิอันแท้จริง โดยเจตนาทุจริต และน่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ และเพื่อให้ผู้พิพากษาศาลจังหวัดศรีสะเกษหลงเชื่อว่าสัญญากู้ตามฟ้องเป็นสัญญาก็เงินที่มีต้นเงิน ๔,๐๐๐ บาท ระหว่างวันที่ ๑๓ ถึง ๒๑ มิถุนายน ๒๕๐๑ เวลากลางวัน โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้จำเลยส่งสัญญากู้ที่แท้จริง จำเลยทั้งสองสมคบกันใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอม โดยส่งสัญญากู้ซึ่งปลอมแล้วต่อศาลเป็นพยาน ต่อมาโจทก์เบิกความเท็จต่อศาลว่า ไม่เคยขีดเขียนข้อความใด ๆ ลงไป ซึ่งความจริงมีการบันทึกชำระต้นเงิน ๒,๕๐๐ บาทและจำเลยได้สมคบกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานเท็จในการพิจารณาคดีแพ่ง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๑, ๙๑, ๑๗๗, ๑๘๐, ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๖, ๒๖๘ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยร่วมกันหรือร่วมกับผู้อื่นทำการปลอมแปลงเอกสาร แล้วร่วมกันใช้โดยรู้ว่าปลอมแปลง แสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในข้อสำคัญในการพิจารณาคดี ผิดมาตรา ๘๓, ๙๑, ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๘ ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๖๕ บทหนัก จำคุกคนละ ๑ ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ - ๒ ฎีกาปัญหาข้อกฎหมาย และปัญหาขอเท็จจริง โดยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ผู้พิจารณาคดีนี้อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ จำเลยที่ ๒ ตายในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ ๒ ระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๓๙(๑) คงพิจารณาพิพากษาเฉพาะจำเลยที่ ๑ แต่ผู้เดียวต่อไป ศาลฎีกาเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๖๔ นั้น ถ้าโจทก์ฟ้องและนำสืบปรากฏการลบบันทึกชำระหนี้ในเอกสารหมาย จ.๑ เมื่อไม่อาจจะปรับเอาเป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร (บันทึกชำระหนี้) ทั้งฉบับหรือปลอมส่วนหนึ่งส่วนใดของเอกสาร (สัญญากู้) ได้ เพราะเป็นเอกสารสิทธิต่างฉบับกันแล้ว ก็ต้องพิจารณาตามคำฟ้องของโจทก์ต่อไปว่าจะปรับเข้ากับการ "ฯลฯ ตัดทอนข้อความหรือแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในเอกสารที่แท้จริง ฯลฯ" อันเป็นผิดฐานปลอมเอกสารเช่นกัน ดังมาตรา ๒๖๔ บัญญัติไว้ เป็นกรรมหนึ่งองค์ความผิดหนึ่งอีกหรือไม่ เอกสารหมาย จ.๑ มีเอกสารสิทธิที่แท้จริงอยู่ ๒ เรื่อง คือ หนังสือสัญญากู้เงินกับการบันทึกการชำระหนี้เงินกู้รายนี้บางส่วนเกี่ยวพันกัน ถ้าจำเลยลบบันทึกชำระหนี้ออกจากเอกสารหมาย จ.๑ เอกสารหมาย จ.๑ ก็จะมีหนังสือสัญญากู้อันเป็นเอกสารแท้จริงเหลืออยู่เพียงเรื่องเดียว การที่จำเลยลบบันทึกชำระหนี้ออกเพื้อให้โจทก์หรือศาลจังหวัดศรีสะเกษหลงเชื่อว่าเอกสารหมาย จ.๑ มีหนังสือสัญญากู้เงินเพียงเรื่องเดียว ซึ่งไม่เคยผ่อนชำระหนี้กันเลย เป็นการตัดทอนหรือแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในเอกสารที่แท้จริง ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่เห็นว่า จำเลยลบบันทึกการชำระเงินในเอกสารหมาย จ.๑ ซึ่งแท้จริงมี ๒ เรื่อง ให้หลงเชื่อว่ามีเพียงเรื่องเดียว เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๖๔ ที่จำเลยฎีกาว่า ถ้าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๖๔, ๒๖๕ ศาลจะลงโทษตามมาตรา ๑๘๘ ไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงต่างกับฟ้อง และโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ และจะลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามมาตรา ๒๖๘ ก็ไม่ได้เพราะจำเลยไม่ได้ปลอมเอกสาร ศาลฎีกาเห็นว่าไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะฎีกาข้อเหล่านี้ตกไปโดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นผิดฐานปลอมเอกสารแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า จะลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๘๐ ไม่ได้ เพราะจำเลยมิได้นำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อศาล นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จำเลยยังมิได้นำสืบ แต่ก็ได้แสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อศาลแล้ว คือส่งเอกสารหมาย จ.๑ ซึ่งเดิมมี ๒ หลักฐาน จำเลยส่งแสดงว่ามีหลักฐานเดียว จึงเป็นการแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อศาลต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา ๑๘๐ แล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ข้อ ๓, ๖, ๘ เคลือบคลุมนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๘๐, ๒๖๔ ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว และจำเลยก็นำสืบต่อสู้ได้ถูกต้อง ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานรู้เห็นว่าจำเลยปลอมเอกสาร ศาลฎีกาเห็นว่า การปลอมเอกสารซึ่งอยู่ในความยึดถือของจำเลย ย่อมมีโอกาสทำได้ในที่ลับเป็นการยากที่จะมีประจักษ์พยาน โจทก์จึงมีแต่พยานประพฤติเหตุบ่งว่าจำเลยเป็นผู้ปลอม ไม่ผิดตัว ย่อมฟังลงโทษจำเลยได้ ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยคำเบิกความของนายธงชัยต่อเหตุเป็นพิรุธฟังไม่ได้ เท่ากับเอาคำพยานจำเลยมาลงโทษจำเลย นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นมิได้ทำเช่นนั้นหากแต่ฟังว่า ข้อแก้ตัวของจำเลยที่มีนายธงชัยเป็นพยานนั้น ฟังเป็นความจริงไม่ได้ ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นยอมให้โจทก์นำพยานเข้าสืบแก้พยานจำเลยอีกครั้งหนึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ปรากฏว่า โจทก์ฟ้องจำเลยปลอมเอกสาร จำเลยปฏิเสธ เมื่อโจทก์สืบพยานในประเด็นจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารแล้ว จำเลยก็นำพยานเข้าสืบแก้แล้วอ้างผู้เชี่ยวชาญนี้ พยานจำเลยไม่ได้เบิกความถึงมาก่อนเลย และโจทก์ก็ไม่รู้ว่าจำเลยจะนำสืบประเด็นเช่นนี้ ศาลชั้นต้นอาศัยความยุติธรรมให้โจทก์นำสืบแก้ประเด็นที่จำเลยขอให้ตรวจพิสูจน์เอกสาร ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจทำได้โดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๘๙ วรรค ๓ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๕ เป็นกระบวนพิจารณาที่ชอบ ส่วนฎีกาจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงทุกแง่ทุกมุมประกอบด้วยเหตุผลอันมั่นคงแน่นแฟ้น ฟังเป็นยุติมานั้นชอบแล้วฎีกาจำเลยทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนในคดีส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 305/2508 นายพรชัย แสงขัจจ์ โจทก์ นายสง่า วัชราภรณ์ ที่ ๑ นายจวน ขำศรีบุศ ที่ ๒ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายพรชัย แสงขัจจ์ · จำเลย - นายสง่า วัชราภรณ์ ที่ ๑ นายจวน ขำศรีบุศ ที่ ๒
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อินท์ อุดล · โพยม เลขยานน์ · ห้วน ประชาบาล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นายแถม กุลมานันท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายปาลพันธุ์ ปาณิกบุตร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545ฎีกา 2186/2550ฎีกา 18211/2555ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 3911/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 2572/2541ฎีกา 6911/2544ฎีกา 8297/2540ฎีกา 5712/2541ฎีกา 2766/2546ฎีกา 8833/2554
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา