⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 867/2508

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 867/2508

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นเพื่อระงับข้อพิพาทซึ่งอาจมีขึ้นนั้น ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ และหากมีการตกลงกันเป็นหนังสือแล้ว จะนำสืบพยานบุคคลเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารนั้นไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากัน เมื่อหย่าขาดจากกัน จำเลยยอมเป็นผู้ออกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และทำหนังสือสัญญากันไว้เป็นหลักฐาน เป็นการระงับข้อพิพาทซึ่งอาจจะมีขึ้น สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ซึ่งกฎหมายบังคับให้มีหลักฐานเป็นหนังสือ จำเลยขอนำสืบว่า โจทก์ได้ตกลงยินยอมด้วยปากให้จำเลยชำระเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรต่ำกว่าที่ตกลงกันไว้สัญญาประนีประนอม เป็นการนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามกฎหมาย จำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ ที่จำเลยขอนำสืบข้อต่อสู้นั้นจึงเป็นการขอนำสืบนอกประเด็น โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรซึ่งจำเลยยอมจ่ายให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมเมื่อจำเลยไม่ปฏบัติตามสัญญา โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องในนามของโจทก์เอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.94 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภรรยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน ๒ คนโจทก์กับจำเลยได้ตกลงหย่าขาดจากกันโดยจำเลยตกลงให้โจทก์เป็นฝ่ายเลี้ยงดูบุตรทั้งสองจำเลยทำสัญญาจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรให้แก่โจทก์ทุก ๆ เดือน แต่จำเลยจ่ายให้ไม่ครบ โจทก์ทวงถามจำเลยก็ปฏิเสธ จึงขอให้ศาลบังคับ จำเลยสู้ว่า จำเลยได้จ่ายเงินให้บุตรทุกเดือน เป็นการให้โดยเสน่หาและโดยหน้าที่ศีลธรรม และตามความเหมาะสมแก่ความจำเป็นของบุตร โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีในนามส่วนตัว ขอให้ศาลยกฟ้อง โจทก์จำเลยแถลงรับกันแล้ว จำเลยขอสืบพยานว่า โจทก์ยินยอมรับเงินจากจำเลยเดือนละ ๘๐๐ บาท มิใช่ครึ่งหนึ่งของเงินเดือนตามสัญญา ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย แล้ววินิจฉัยว่า สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ การแก้ไขข้อปฏิบัติต่อกันในสัญญาเป็นประการอื่น ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร จำเลยจะนำสืบแก้ไขข้อความในสัญญาไม่ได้ พิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์ตามทที่รับกันพร้อมทั้งดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภรรยาและมีบุตรด้วยกัน เมื่อหย่าขาดจากกัน จำเลยยอมเป็นผู้ออกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และทำหนังสือสัญญากันไว้เป็นหลักฐาน เป็นการระงับข้อพิพาทซึ่งอาจจะมีขึ้น สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมซึ่งกฎหมายบังคับให้มีหลักฐานเป็นหนังสือ การขอนำสืบของจำเลยเป็นการนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามกฎหมาย และประเด็นที่ว่าโจทก์ได้ยินยอมตกลงให้จำเลยชำระเงินเดือนละ ๘๐๐ บาท จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ จึงเป็นการขอนำสืบนอกประเด็น โจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร โดยอาศัยสัญญาประนีประนอม มิใช่ไม่ประสงค์เรียกเงินตามสัญญาประนีประนอม และโจทก์มีอำนาจฟ้องเพราะจำเลยทำสัญญาประนีประนอมกับโจทก์ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 867/2508 นางอรศรี บุณยรัตน์พันธ์ จำเลย เรือเอกดุลยเดช เภกะนันท์ ร.น. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความจำเลย - นางอรศรี บุณยรัตน์พันธ์ · จำเลย - เรือเอกดุลยเดช เภกะนันท์ ร.น.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)คร้าม สิวายะวิโรจน์ · วิชัยนิตินาท · สวัสดิ์ พานิชอัตรา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายเทียบ สุจารีกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายพยุง วัฒนสิงหะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2749/2538ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1561/2520ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7903/2568ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 1000/2505ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2460/2517ฎีกา 794/2509ฎีกา 1360/2544ฎีกา 643/2497ฎีกา 861/2540ฎีกา 1765/2492ฎีกา 1896/2492
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา