⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1408/2509

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1408/2509

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นควรฟังข้อเท็จจริงใหม่ที่แตกต่างจากศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงนั้นได้ และหากการวินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่นั้นนำไปสู่การพิพากษาให้โจทก์จำเลยได้รับที่ดินพิพาทซึ่งมีราคาเท่ากันคนละแปลงตามที่ได้แบ่งกันครอบครองเป็นส่วนสัด ก็ไม่ถือเป็นการนอกประเด็นและเกินคำขอของโจทก์

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเต็มตามคำขอของโจทก์ จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะอุทธรณ์ แต่เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ที่พิพาทอันดับ 1, 2 ไม่ใช่มรดกของ ส. แต่เป็นของจำเลยก่นสร้างครอบครองมา และแม้จะฟังว่าเป็นมรดกของ ส. ก็ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ครอบครองที่พิพาทร่วมกับจำเลย คดีโจทก์ขาดอายุความ คดีจึงมีประเด็นที่ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยตามที่จำเลยอุทธรณ์ขึ้นมาว่า โจทก์ได้ครอบครองที่พิพาทอันดับ 1, 2 อันเป็นมรดกของ ส. ร่วมกับจำเลยหรือไม่ เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นควรฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์จำเลยได้แบ่งกันครอบครองที่พิพาทอันเป็นมรดกของ ส.คนละแปลง เป็นส่วนสัดมาช้านาน ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ มิได้ครอบครองที่พิพาททั้งสองแปลงร่วมกันดังที่ศาลชั้นต้นรับฟังมา ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจฟังข้อเท็จจริงใหม่ โจทก์ฟ้องขอแบ่งครึ่งที่ดินมรดกของ ส. รวม 3 แปลง เฉพาะที่ดินแปลงอันดับ 3 ได้ความว่าจำเลยขายไปก่อน โจทก์จึงไม่ติดใจว่ากล่าว คงพิพาทกันเฉพาะที่ดินแปลงอันดับ 1 เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 20 วา อันดับ 2 เนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 84 วา ซึ่งมีราคาแปลงละ 4,000 บาทเท่ากัน ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์จำเลยได้รับที่ดินพิพาทซึ่งมีราคาเท่ากันคนละแปลงตามที่ได้แบ่งกันครอบครองเป็นส่วนสัดจึงเท่ากับโจทก์ได้รับมรดกเพียงครึ่งหนึ่ง ไม่เป็นการนอกประเด็นและเกินคำขอของโจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.143 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.223 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.240 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.242 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1367

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรนายเจียมนางแดง นางแดงเป็นบุตรนายสง นางซุ้น นายสงนางซุ้นตายก่อน นางแดงตายทีหลังเมื่อประมาณ ๑๕ ปีมานี้ ทรัพย์มรดกตกได้แก่จำเลยและนางแดงมารดาโจทก์ซึ่งเป็นพี่น้องกัน ได้ปกครองร่วมกันมา นายแดงตายเมื่อโจทก์อายุ ๘-๙ ปี มรดกส่วนได้ของนางแดงซึ่งปกครองร่วมกับจำเลย จำเลยได้ตกลงกับโจทก์และบิดาโจทก์ว่าจะปกครองไว้ก่อนจนกว่าโจทก์จะมีครอบครัวแล้วจึงแบ่งให้โจทก์บิดาโจทก์กับจำเลยปกครองร่วมกันมา ขอให้พิพากษาบังคับจำเลยแบ่งที่นาทั้ง ๓ แปลง ให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง ถ้าไม่แบ่งเนื้อนาก็ขอให้ขายนาโดยวิธีขายทอดตลาดเอาเงินแบ่งกัน จำเลยให้การว่า ทรัพย์ตามบัญชีท้ายฟ้องอันดับ ๑, ๒ จำเลยกับสามีเบิกสร้างกันมา โจทก์และบิดาโจทก์ไม่เคยเข้าปกครองร่วมกับจำเลย จำเลยไม่เคยตกลงจะแบ่งให้โจทก์ คู่ความตกลงกันไม่ติดใจเรียกร้องทรัพย์อันดับ ๓ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แบ่งทรัพย์อันดับ ๑, ๒ ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องแก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง ฯลฯ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์กับบิดาโจทก์และจำเลยต่างแบ่งกันครอบครองที่พิพาทส่วนของตนเป็นการเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แบ่งคนละส่วนโดยให้โจทก์จำเลยได้คนละแปลงตามที่ครอบครองมา คือ โจทก์ได้นาโพธิ์ จำเลยได้นาพละ จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ได้รับนาโพธิ์ไปทั้งแปลงไม่ชอบ เพราะโจทก์มิได้อุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ครอบครองนาโพธิ์ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ จึงได้สิทธิในนาแปลงนี้โดยอายุความ เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และพิพากษาเกินคำขอ เพราะตามคำขอท้ายฟ้อง โจทก์ขอแบ่งนาโพธิ์เพียงครึ่งเดียว ขอให้แก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เฉพาะนาพิพาทตำบลบ้านโพธิ์ว่า โจทก์จำเลยได้ครอบครองร่วมกันมา ให้แบ่งให้โจทก์จำเลยคนละส่วน ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้คู่ความฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ทรัพย์พิพาทอันดับ ๑ ซึ่งเป็นที่นาอยู่ตำบลบ้านโพธิ์หรือที่เรียกกันว่านาโพธิ์และทรัพย์พิพาทอันดับ ๒ ซึ่งเป็นนาอยู่ตำบลนาพละ หรือเรียกกันว่านาพละ เป็นทรัพย์มรดกของนายสง ตกได้แก่นางแดงมารดาโจทก์และจำเลยผู้เป็นทายาทคนละครึ่ง นางแดงมารดาโจทก์และจำเลยได้ครอบครองทำนาโพธิ์เป็นประจำ ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเต็มตามคำขอของโจทก์ จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะอุทธรณ์ แต่เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายอุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าที่พิพาทอันดับ ๑, ๒ ไม่ใช่ของนายสง เป็นของจำเลยก่นสร้างครอบครองมาฝ่ายเดียว และแม้จะฟังว่าเป็นมรดกของนายสง ก็ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ครอบครองที่พิพาทร่วมกับจำเลย คดีโจทก์ขาดอายุความ คดีจึงมีประเด็นที่ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยตามที่จำเลยอุทธรณ์ขึ้นมาว่า โจทก์ได้ครอบครองที่พิพาทอันดับ ๑,๒ อันเป็นมรดกของนายส่งร่วมกับจำเลยหรือไม่ เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นควรฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์จำเลยได้แบ่งกันครอบครองที่พิพาทอันเป็นมรดกของนายสงคนละแปลง เป็นส่วนสัดมาช้านาน ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมิได้ครอบครองที่พิพาททั้งสองแปลงร่วมกันดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจฟังข้อเท็จจริงใหม่ อนึ่ง คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอแบ่งครึ่งที่ดินมรดกของนายสงรวม ๓ แปลง เฉพาะที่ดินแปลงอันดับ ๓ ได้ความจำเลยขายไปก่อนแล้ว โจทก์จึงไม่ติดใจว่ากล่าว คงพิพาทกันเฉพาะที่ดินแปลงอันดับ ๑ เนื้อที่ ๗ ไร่ ๓ งาน ๓๐ วา อันดับ ๒ เนื้อที่ ๖ ไร่ ๓ งาน ๘๔ วา ซึ่งมีราคาเท่ากันแปลงละ ๔,๐๐๐ บาทเท่ากัน ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์จำเลยได้รับที่ดินพิพาทซึ่งมีราคาคนละแปลงตามที่ได้แบ่งปันครอบครองเป็นส่วนสัด จึงเท่ากับโจทก์ได้รับแบ่งมรดกเพียงครึ่งหนึ่ง ไม่เป็นการนอกประเด็นและเกินคำขอของโจทก์ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1408/2509 นางสาวจัด ไชยเดช โจทก์ นางเกียบ แสงมุสิก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวจัด ไชยเดช · จำเลย - นางเกียบ แสงมุสิก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สวิง ลัดพลี · สอาด นาวีเจริญ · วิเชียร เศวตรุนทร์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดตรัง - นายมงคล วัลยะเพ็ชร · ศาลอุทธรณ์ - นายไสว เสนาขันธ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 770/2535ฎีกา 1452/2511ฎีกา 1342/2509ฎีกา 8688/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 7903/2568ฎีกา 272/2490ฎีกา 3099/2524ฎีกา 8735/2542ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 861/2540ฎีกา 991/2548ฎีกา 2170/2517ฎีกา 2898/2538ฎีกา 533/2521ฎีกา 2610/2538ฎีกา 805/2506ฎีกา 1687/2497ฎีกา 2635/2527ฎีกา 1510/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา